More
    More

      รีวิว 5 จุดเด่น/จุดด้อย MG ZS EV

      spot_img

      รีวิว 5 จุดเด่น/จุดด้อย MG ZS EV กลับมาพบกันอีกครั้งกับการรีวิวจุดเด่น/จุดด้อย โดยทีมงาน Car2day ซึ่งวันนี้เรามากับรถไฟฟ้า EV 100% ที่มียอดขายสูงสุดในบ้านเราอย่าง MG ZS EV  ดูซิว่าอะไรที่ทำให้มันถึงขายดี

      5 จุดเด่นใน MG ZS EV

      จุดเด่นที่ 1 ที่ทำให้ MG ZS EV น่าสนใจที่สุดในกลุ่มรถไฟฟ้า EV คงหนีไม่พ้นเรื่องราคาที่จับต้องได้ และของแถมที่มีให้มากกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง MG ZS EV ค่าตัวเพียง 1.19 ล้านบาท ส่วนคู่แข่งอย่าง Nissan Leaf นั่นเปิดตัวด้วยราคา 1.99 ล้านบาท ช่วงนี้มีโปรลดอีก 5 แสน ลดแล้วยังแพงกว่า ZS EV อยู่ดี เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าจากเกาหลีอย่างHyundai Kona electric ตัวเริ่มต้น 1.849 ล้าน รุ่นท็อป 2.259 ล้านบาท และถ้าข้ามไปฝั่งยุโรปยิ่งหนักแต่ละคันราคา 5 ล้านอัพ นอกจากนี้ MG ยังแถมชุด MG Home Charger ให้อีก ในขนาดที่เจ้าอื่นต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่ม

      จุดเด่นที่ 2 คือออฟชั่นที่มีให้เยอะจนเกินราคา ไม่ว่าจะเป็นหลังคากระจกบานใหญ่ แบบพาโนรามิค ซันรูฟ, หน้าจอทัชสกรีนที่มีฟีเจอร์ให้เล่นเพียบ แต่ที่ได้เปรียบคู่แข่งชัดเจนคือ สามารถฟังเพลงฟรีจาก True Music, มีจอแสดงผลการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างละเอียด และมีแผนที่นำทางไปยังสถานีชาร์จไฟฟ้าใกล้ๆได้ ส่วนอย่างอื่นที่คู่แข่งมี เช่น เบรกมือไฟฟ้า, Auto Brake Hold และพวกระบบออโต้ต่างๆ ZS EV ก็มีให้เหมือนกัน

      จุดเด่นที่ 3 คือกำลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้จากแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน ขนาด 44.5 กิโลวัตต์ ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสุดพลัง 350 นิวตันเมตร ที่ลงสู่ล้อคู่หน้าทันทีแบบไม่ต้องรอรอบ เรียกว่ากดปุ๊บหน้าหงาย ทะยานจาก 0-100 กม.ชม. ด้วยเวลา เพียง 8 วินาทีนิดๆ ใน Mode Normal ส่วนอัตราสิ้นเปลืองนั้น ยิ่งติดนาน ยิ่งกินไฟน้อยมาก ซึ่งเราได้ลองสตาร์ท เปิดแอร์ เปิดวิทยุทิ้งไว้เกือบ 30 นาที แบตเตอรี่ลดไปแค่ 1% เท่านั้น

      และถ้ามันวิ่งได้ 337 กม. ตามที่เคลมจริง มันจะประหยัดมาก สมมุติค่าไฟบ้านหน่วยละ 3 บาท ถ้าชาร์จจนเต็ม 44.5 kw คูณ 3 เท่ากับค่าไฟในการชาร์จต่อครั้ง 133.5 บาท เมื่อหารด้วยระยะทางที่วิ่งได้ตามสเป็ค จะสิ้นเปลืองค่าไฟเพียง 39 สตางค์ ต่อ 1 กม. ถ้าขับไปกลับที่ทำงานวันละไม่เกิน 100 กม. เดือนนึงจ่ายค่าชาร์จไฟแค่ 1,137 บาท ซึ่งเซฟกว่ารถน้ำมัน 3-4 เท่า แถมค่าแมนเทอร์แนนซ์ก็ถูก เพราะไม่ต้องถ่ายน้ำเครื่อง ไม่ต้องเปลี่ยนหัวเทียน และไม่ต้องเปลี่ยนอีกหลายอย่าง มีแค่ของเหลว พวกน้ำยาหล่อเย็น, น้ำมันเกียร์, น้ำมันเบรก และ กรองแอร์ กับอะไหล่สิ้นเปลืองทั่วไปเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยน เริ่มต้น 450 แพงสุด 5 พันกว่าบาทเอง

      จุดเด่นที่ 4 ใน ZS EV คือระบบความปลอดภัย ที่มีตั้งแต่ระบบพื้นฐานยันแอดวานซ์ อย่างพวก ABS, EBD, Tracktion Control หรือ ESC นั้นไม่ต้องพูดถึงมีอยู่แล้ว แต่ที่เด่นคือมีระบบช่วยการขับขี่มากกว่า 20 รายการ แต่ที่เจ๋งๆเลยคือAdaptive Cruise Control ที่ล็อคความเร็วแบบแปรผันตามคันหน้า และสามารถชะลอรถได้จนถึงหยุดนิ่ง ซึ่งคู่แข่งอย่าง Nissan Leaf หรือ Hyundai Kona ถ้าเป็นสเปคเมืองนอกจะมีให้ แต่ถ้าสเปคไทยถูกตัดออกเกลี้ยง อันนี้ไม่นับพวกรถไฟฟ้าระดับเทพราคาเกิน 4 ล้าน เพราะถ้ามีก็ไม่แปลก แต่ก็มีบางคันที่แพงแถมไม่มีมาให้ก็มีนะจะบอกให้

      จุดเด่นที่ 5 ซึ่งถือเป็นจุดขายของ MG เกือบทุกรุ่น นั่นคือระบบ iSmart ที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือเช็คสถานะรถได้ทั้งปริมาณแบตเตอรี่ สั่งเปิด/ปิดรถ เปิดแอร์ รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง Hello MG ที่ใช้พูดคุยสั่งงานระบบต่างๆไม่ว่าจะเปิดซันรูฟ, เปิดกระจก, เปิดแอร์, หาแผนที่ เหล่านี้ รับรองไม่มีในรถไฟ้าค่ายอื่น

      5 จุดด้อยใน MG ZS EV

      จุดด้อยที่ 1 คือ ZS EV นั้นมีรุ่นเดียว สีเดียวคือสีฟ้า ต่างกับคู่แข่งอย่าง Hyundai Kona ที่มีให้เลือก 2 รุ่น แถมมีสีให้เลือกหลายสีด้วย นอกจากไม่มีให้เลือกแล้ว ZS EV ยังหน้าตาแทบไม่แตกต่างจาก MG ZS รุ่นปกติ จะต่างแค่กระจังหน้าที่เปิดได้ สำหรับใช้ชาร์จไฟ กับล้อแม็กที่วิบวับขึ้น ทำให้ ZS EV ขาดความโดดเด่น ดูไม่ทันสมัย ไม่สมกับเป็นรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี

      จุดด้อยที่ 2 ภายในห้องโดยสารดูเกือบจะล้ำ โดยเฉพาะเกียร์แบบสวิทซ์หมุนซึ่งดูไฮเทคดี แต่ดูดีๆแล้วเหมือนมันจะขาดๆเกินๆ บนดีไซน์โดยรวมที่ถอดแบบมาจาก ZS ตัวเดิม เพิ่มแค่หน้าจอแสดงการทำงานของระบบ EV ต่างๆตรงกลางมาตรวัด ที่ค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะแถวล่างสุด ที่โชว์ตำแหน่งเกียร์ โหมดการขับขี่และระดับการชาร์จไฟกลับ ซึ่งมันเล็กจนมองแถบไม่เห็น, ก้านควบคุมระบบ ACC (อ่านว่าเอซีซี“) อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานยาก ถ้าอยู่ที่แป้นบนพวงมาลัยน่าจะดีกว่า, จอกลางฟังชั่นเยอะก็จริง แต่ตอบสนองช้าปัดแล้วไม่ค่อยไป แถมแอบมีเอ๋อบ้างบางครั้ง ที่สำคัญไม่มี Apple Carplay รวมถึงระบบพื้นๆอย่างแอร์ออโต้ กับตัววัดอุณหภูมิภายนอกรถก็ไม่มีมาให้

      จุดด้อยที่ 3 ในด้านการขับขี่นั้น ข้อเสียคือ..ยิ่งซัดยิ่งซด วิ่งเร็วเท่าไหร่ ไฟยิ่งลดฮวบตามเท้า ซึ่งก็เข้าใจว่ารถไฟฟ้าถูกสร้างมาเน้นประหยัดรักษ์โลก แต่ถ้าทางโล่งๆจะให้ขับ 60 มันคงไม่ใช่ เพราะจากที่ลองซัดบนมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าพัทยาเหนือ เพื่อลองสมรรถนะ ระยะทางประมาณ 150 กม. ใช้ความเร็วเฉลี่ย 120-140 กม./ชม. จากแบตเตอรี่เกือบเต็ม 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ลดลงไปเหลือประมาณ 20% นิดๆ นั่นแสดงว่าระยะทางที่เคลมไว้ 337 กม. พอวิ่งจริงไม่น่าไปได้ไกลขนาดนั้น เว้นแต่จะวิ่งแค่ 60 70 คงพอมีลุ้น ส่วนอัตราเร่งทางไกลนั้น สปีดปลายค่อยๆไต่ขึ้นไม่ดุดันเหมือนตอนออกตัว และไหลไปสุดที่ 165 กม./ชม. อีกอย่างที่สัมผัสได้คือตอนเบรก ZS EV ดูจะมีระยะเบรกยาวไปนิดเมื่อเทียบกับZS รุ่นน้ำมันนั่นอาจจะมาจากตัวรถที่พ่วงแบตเตอรี่ก้อนโตใต้ท้องก็เป็นได้

      จุดด้อยที่ 4 คือ ตำแหน่งของเรดาร์หน้ารถ ที่ใช้สำหรับระบบล็อคความเร็วกับระบบเตือนการชนนั้นอยู่ต่ำเกินไป เสี่ยงจะเกิดความเสียหายได้ง่าย และอาจมีสิ่งสกปรกมาบดบังส่งผลต่อการทำงานของเรดาห์ได้ง่าย โดยเฉพาะหน้าฝนต่างจากคู่แข่งมักซ่อนเรดาร์ไว้หลังโลโก้กลางกระจังหน้า ซึ่งอยู่สูงและปลอดภัยกว่าของ ZS EV รวมถึงระบบเตือนหรือควบคุมรถให้อยู่ในช่องเลนที่แยกย่อยเกินไป และไม่สามารถใช้งานได้พร้อมกัน แต่ต้องเข้าไปเลือกที่หน้าจอกลางว่าจะให้เตือน หรือ ประคองรถ ให้ทำงานทีละอย่าง แถมยังเซ็ตยากต้องเข้าไปในตั้งค่าลึกพอสมควร

      จุดด้อยที่ 5 คือ ข้อด้อยเกี่ยวกับการชาร์จไฟ ซึ่งเป็นปัญหากับรถไฟฟ้าทุกยี่ห้อในบ้านเราไม่ใช่เฉพาะ ZS EV เอาแบบสะดวกสุดคือชาร์จไฟบ้าน อันนี้ก็นานเอาเรื่องอยู่ ถ้าชาร์จด้วยชุดชาร์จแบบพกพาที่มีติดรถมาให้ ต้องใช้เวลาเกือบทั้งคืนกว่าจะเต็ม บ้านไหนติดชุด Home Charge จะเร็วขึ้นหน่อยประมาณ 6 ชม. ส่วนการชาร์จที่สถานีแม้จะเคลมว่าครึ่งชม.เต็ม แต่สถานีชาร์จก็มีค่อนข้างน้อย เห็นมีตู้ขึ้นเยอะจริงแต่ส่วนใหญ่ยังไม่เปิดให้บริการ จึงไม่เหมาะกับการเดินทางไกล ถ้าจะไปต้องวางแผนการชาร์จกันให้ดี รวมถึงการชาร์จไฟบ้านแนะนำให้ตรวจเช็คความระบบไฟบ้านให้ดีก่อน..ไม่ใช่เสียบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเกิดอันตรายได้

      อีกอย่างคือระบบ ismart มันจะกินไฟจากแบตเตอรี่ลูกเล็กมากกว่าปกติ เพราะต้องคอยสแตนบายเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับมือถือคุณ และอาจทำให้แบตหมดได้ง่ายกว่าปกติ ถ้าจอดทิ้งไว้หลายวัน

      สรุปแล้ว..จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่าทำไม MG ZS EV ถึงเป็นรถไฟฟ้าที่ขายดีที่สุด ด้วยราคาที่ถูกกว่าใครๆ แถมออฟชั่นยังเยอะจนใช้แทบไม่หมด บวกกับความประหยัดเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน กับค่าแมนเทอร์แนนซ์ที่ถูกกว่า แม้จะมีจุดด้อยให้เห็นอยู่หลายอย่างก็ตาม ที่ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อการใช้งานตามปกติมากนัก นี่เองจึงทำให้ MG ZS EV คือการลงทุนที่คุ้มค่าน่าลองกว่ารถไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ..กับการเริ่มต้นใช้รถไฟฟ้าคันแรก ก่อนจะก้าวสู่ยุคที่ไม่มีรถน้ำมันจริงๆในอนาคต

      ABOUT THE AUTHOR

      spot_img
      spot_img

      Latest Posts