More
    spot_img

    พาเหรดรถใหม่..ตบเท้าเข้างาน Motor Expo 2022

    กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ปีละครั้งกับงานแสดงรถยนต์ส่งท้ายปีกับ Thailand International Motor Expo 2022 หรืองาน Motor Expo 2022

    สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ได้เวลา…สัมผัสอนาคต – It’s TIME…Come Touch the Future” เพื่อแสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าของยานยนต์ ทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ รวมถึงรูปลักษณ์ในด้านต่าง ๆ ต้อนรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้ และการผลิตภายในประเทศ โดยยังคงจัดกันที่เดิม อิมแพ็คชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ช่วงปลายปี และปีนี้ก็เหมือนทุกปีที่ค่ายรถยนต์หลายค่ายจากทุกมุมโลก 33 แบรนด์ พาเหรดเปิดตัวรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมีทั้งเปิดก่อนหน้างาน หรือเตรียมที่จะเปิดภายในงานเป็นครั้งแรก ทั้งรถเครื่องยนต์สันดาปล้วน รถเครื่องยนต์ลูกผสมและรถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วน โดยทางทีมงาน Car2Day รวบรวมและคาดการณ์กับรถยนต์ใหม่ในงาน  เริ่มที่

    AUDI : AUDI A8 Facelift

    หลังจากคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะมาไทย จนท้ายสุดก็มาจริงและเปิดตัวก่อนเข้างานในวันที่ 4 พฤศจิกายน สำหรับ AUDI A8 Facelift ปรับโฉมครั้งแรกในรอบ 4 ปี เริ่มที่กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยม ดีไซน์ใหม่ลากยาวไปถึงกันชน พร้อมไฟหน้า Matrix HD LED ออกแบบใหม่ กับเส้นสายเดิมที่ยังคงหรูหราคลาสสิกด้วยกระจกโอเปร่า พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วลายใหม่พร้อมยาง 265/40R20 ส่วนด้านท้ายยังคงเดิมด้วยไฟท้าย OLED แนวยาววพร้อมแถบโครเมี่ยมช่วยให้ตัวรถดูมีเสน่ห์ขึ้นส่วนภายในยังคงเดิมทั้ง มาตรวัดขนาดใหญ่Audi Virtual Cockpit 12.3 นิ้วแสดงผลการทำงาน และตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถ สั่งงานผ่านระบบ MMI Navigation plus with MMI touch response รวมถึงระบบความบันเทิงด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่ 10.1 นิ้ว และจอสัมผัสแสดงการทำงานของเครื่องปรับอากาศขนาด 8.6 นิ้ว และลำโพงมากถึง 23 ตัว กำลังขับ 1920 วัตต์จาก 3D Bang & Olufsen ลายไม้กับวัสดุหนังเกรดสูง เบาะหลังมีแบบ สองกับสามที่นั่ง โดยรุ่นเบาะหลังสองที่นั่ง คั่นกลางด้วยคอนโซลกลาง ช่องเก็บของขนาดใหญ่และที่พักแขน และจอแสดงผลขนาดใหญ่ 10.1 นิ้ว 2 ฝั่ง

    ด้านขุมพลังคงเดิมด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ TFSI Mild Hybrid (55 TFSI) ขนาด 3.0 ลิตร V6 340 แรงม้าที่ 5,000-6,400 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,370-4,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อในระบบ Quattro ในรุ่น A8 L 55 TFSI quattro

    BMW : BMW 7 Series/BMW X7 LCI/BMW 3 Series LCI/BMW i3 Sedan

    BMW

    BMW

    หลังจากเปิดตัวและเปิดราคาอย่างเป็นทางการไปสำหรับ BMW i7 อัครซีดานพื้นฐาน BMW 7 Series เจเนอเรชันใหม่ โดยที่จะมาปีนี้อาจเป็น BMW 7 Series เจเนอเรชันที่ 7 รหัส G70 หน้าตาเด่นด้วยกระจังหน้าไตคู่ทรงอลังการงานสร้าง ไฟหน้า Crystal LED ตาสองชั้นแบบเดียวกับรุ่น X7 LCI ที่ปรับโฉมได้ไม่นาน ส่วนบนจะเป็นไฟ LED Daytime พร้อมเส้นแนวนอนคั่นกลางไว้ถัดลงมาเป็นไฟหน้า LED ดีไซน์เพรียวลงกว่าเดิม แถมออกแบบชุดกันชนหน้าให้เป็นหนึ่งเดียวกับอย่างลงตัว ด้านข้างพร้อมดีไซน์ที่ทันสมัย ที่เปิดประตูแบบซ่อนรูปเนียนกับตัวถังไฟท้าย LED ที่เพรียวลงพอๆกับด้านหน้าและกันชนหลังที่ลงตัวและย้ายชุดป้ายทะเบียนมาไว้ในชุดกันชนหลังเป็นครั้งแรก พร้อมภายในที่อภิมหาจอสัมผัสก็ว่าได้เพราะเขาใจดีให้มาตั้ง 31 นิ้ว แบบ BMW Theater Screen ลอยตัวติดบนหลังคา จอสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display ที่รวมทั้งจอมาตรวัดดิจิทัล ขนาด 12.3 นิ้ว และจอสัมผัส 14.9 นิ้ว มาอยู่ในตำแหน่งเดียวกันแบบลอยตัว

    ขุมพลังที่จะมาในเมืองไทยมีทั้ง ดีเซล Mild Hybrid กับ เบนซิน Plug In Hybrid เริ่มที่ดีเซลเทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง รหัส B57D30T2 ส่งพละกำลังสูงสุด 340 แรงม้าที่ 4,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,250 รอบต่อนาที พร้อมพลัง MHEV ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟขนาด 48 โวลต์ ช่วยเสริมพละกำลังการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นอีกถึง 18 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 250 กม. ในรุ่น 740 Ld

    ส่วนเบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง 310 แรงม้าที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที แรงบิด 450 นิวตันเมตรที่ 1,750 -4,700 รอบ/นาที จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 200 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตันเมตร  เมื่อทำงานร่วมกันได้แรงม้ารวม 490 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร โดยใช้โหมดไฟฟ้าวิ่งไกลสุด 140 กม. ส่วนแบตวิ่งไกลสุด 80-89 กม. (WLTP) ความเร็วสูงสุด 250 กม. 0-100 กม./ชม. ทำได้ 4.9 วินาที ในรุ่น 750 Le xDrive โดยทั้งสองขนาดจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic

    BMW

    ในส่วนของรุ่นปรับโฉมหรือ LCI คงได้เห็นทั้ง BMW X7 ที่ปรับหน้าตาใหม่ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี หล่อออกไปในแนวนตี๋ๆตาตี่ เริ่มที่ กระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่มีไฟเรืองแสงมาให้ชุดกระจังหน้า พร้อมไฟหน้าออกแบบ 2 ชั้น ส่วนบนจะเป็นไฟ LED Daytime พร้อมเส้นแนวนอนคั่นกลางไว้ถัดลงมาเป็นไฟหน้า Matrix LED ดีไซน์เพรียวลงกว่าเดิมในชุดกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ออกแบบช่องระบายอากาศให้ลงตัวด้วยขอบสีเงินรูปตัว U ด้านข้างเพิ่มคิ้วสีเงินลากยาวตั้งแต่บังโคลนซ้าย-ขวายาวไปจนถึงประตู ล้ออัลลอยลายใหม่ 22 นิ้วภายในออกแบบใหม่หมดดีไซน์จอลอยตัวขนาดใหญ่ที่รวมเอาจอมาตรวัดและจอสัมผัสอยู่ในชุดเดียวกัน โดยมาตรวัดดิจิทัลมาขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วและจอสัมผัส 14.9 นิ้ว โดยจอชุดนี้เรียกว่า BMW Curved Display พร้อมระบบปฎิบัติการ BMW Operating System 8 หรือ iDrive 8 ควบคุม รองรับการทำงานการเชื่อมต่อที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น ช่องแอร์ใหม่ดีไซน์เรียวขึ้นในส่วนคอนโซลกลาง รวมถึงปุ่มการใช้งานที่ลดจำนวนลงเพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น ชุดคอนโซลเกียร์งานนี้จะไม่เห็นคันเกียร์อีกต่อไป จะเป็นแบบปุ่มบิดไปมา ดีไซน์คริสตัล ส่วนขุมพลังยังคงเดิมกับ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 6 สูบ 3.0 ลิตร รหัส B57D30T2 ส่งพละกำลังสูงสุด 340 แรงม้าที่ 4,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,250 รอบต่อนาที พร้อมโลดแล่นสู่ความเร็วสูงสุดที่ 243 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที ในรุ่น X7 xDrive 40d

    BMW

    BMW 3 Series LCI และ BMW i3 Sedan ก็มาด้วยปรับใหม่ตั้งแต่ กระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่มาพร้อม ไฟหน้า LED ดีไซน์เฉพาะรวมถึงกันชนหน้าทรงปสอร์ต คิ้วรูปตัว L จะผอมเรียวกว่ารวมถึงช่องระบายอากาศที่ใหญ่กว่า ล้ออัลลอยเน้นดีไซน์แอโรไดนามิก ที่ ไฟท้าย LED ใหม่และกันชนหลังดีไซน์คนละแบบโดยแผงทับทิมหลังออกแบบแนวตั้งกลมกลืนกับชุดลิ้นสปอยเลอร์หลัง

    ภายในใหม่ด้วยคอนโซลหน้ามาพร้อมจอคู่แบบโค้ง BMW Curved Display รองรับการโต้ตอบด้วยเสียงกับ BMW Intelligent Personal Assistant โดยจอโค้งนี้เป็นกลุ่มจอแสดงผลดิจิทัลประกอบด้วย จอ Information Display 12.3 นิ้ว และจอสัมผัส Control Display 14.9 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันภายใต้แผงกระจกชิ้นเดียวที่หันหน้าเข้าหาผู้ขับขี่ พร้อมระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ BMW Operating System 8 และเกียร์อัตโนมัติดีไซน์ใหม่

    BMW

    พร้อมขุมพลังแรง ดีเซล และเบนซิน Plug In Hybrid จากตระกูล TwinPower Turbo และไฟฟ้าล้วน Gen5 eDrive 285 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร กับความจุแบตเตอรี่ 70.3 kWh สามารถวิ่งไกลสุด 526 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 6.2 วินาที สามารถรองรับไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 95 kW โดยการชาร์จเร็วใช้เวลา 35 นาที ชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาร์จช้า รองรับไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW 6 ชั่วโมง

    BYD : BYD Dolphin/ BYD ATTO 3 Standard Range

    BYD

    พึ่งจะเปิดตัวเปิดขายกันไปแล้วสำหรับ BYD ATTO 3 เอสยูวีไฟฟ้าที่พร้อมจะส่งมอบ 5,000 คันภายในปีนี้ โดยล่าสุดมียอดจองกว่า 2,000 คัน นอกจากจะมีรุ่นท็อป 480 กม./ชาร์จหนึ่งครั้งแล้ว จะมีรุ่นเริ่มต้นที่ปรับความจุแบตลดลง 49.92 kWh วิ่งไกลสุดต่อการชาร์จ 410 กม. ตามมาตรฐาน NEDC แต่พละกำลังเท่าเดิม 210 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร มาเสริมทัพ โดยจ่อเปิดขายก่อนเข้างาน 11 พฤศจิกายน  โดยราคาจำหน่ายหลังหัดส่วนลดสิทธิ์ประโยชน์ด้านภาษีและเงินสนับสนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน และภาษีสรรพสามิต เหลือ 2 % จากภาครัฐ จะถูกกว่ารุ่นท็อปหนึ่งแสนบาท

    BYD

    พร้อมกันนี้อาจได้เห็น BYD Dolphin (EA1) รถกลุ่ม B-Car ทรงท้ายตัด 5 ประตู สร้างขึ้นจากแพลตฟอร์ม BYD e-platform 3.0  พร้อมภายในที่กว้างสบายแบบ 5 ที่นั่ง พร้อมออพชั่นประจำรถครบครันทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น จอสัมผัสขนาดใหญ่ ขุมพลังไฟฟ้าล้วนประจำรถมีหลากหลายความแรง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ permanent magnet synchronous motor ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นที่มีพลังมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 95 แรงม้า แรงบิด 180 นิวตันเมตร ความจุแบตเตอรี่ขนาด 30.7 kWh แบบ BYD Blade Battery(LFP) วิ่งไกลสุด 301 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) อัตราเร่ง 0-50 กม. ทำได้ 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. ขับเคลื่อนล้อหน้า

    ส่วนอีกรุ่นเพิ่มความจุแบตเป็น 44.9 kWh พลังมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 95 แรงม้า แรงบิด 180 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 405 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) อัตราเร่ง 0-50 กม. ทำได้ 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. ขับเคลื่อนล้อหน้าและรุ่นท็อปสุดความจุแบตเท่ากัน (44.9 kWh) แต่ให้พลังมอเตอร์ไฟฟ้ามากสุด 177 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 401 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) อัตราเร่ง 0-50 กม. ทำได้ 3 วินาที ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. ขับเคลื่อนล้อหน้า

    ทั้งสามรุ่นสามารถชาร์จได้ทั้งขาร์จช้า AC AC charging (on-board) รองรับสูงสุด7 kW ส่วนชาร์จเร็ว DC fast charging ใช้เวลา 30 นาที ในการชาร์จจาก 30-80% รองรับสูงสุด 60 kW แต่รุ่นเริ่มต้นนั้น รองรับสูงสุด 40 kW แต่ชาร์จเร็วได้ 30 นาทีในการชาร์จจาก 30-80 และอาจจะมี BYD รุ่นอื่นๆโชว์ดักคอทั้ง BYD HAN EV, BYD QIN DMi, BYD SONG PLUS DMi และ BYD TANG EV

    Ford : Ford Everest V6 Power Stoke

    Ford

     

    Ford

    ค่ายวงรีสีน้ำเงินหลังจากเปิดตัวเจนใหม่ทั้ง Ford Ranger Ford Ranger Raptor และ Ford Everest กันไปแล้วจนขายดีเทน้ำเทท่า จนมียอดจองมหาศาลและพึ่งส่งมอบไปได้ไม่นานโดยในงานมาลุ้นกันว่า เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 V6 Power Stoke เทอร์โบเดี่ยวในตระกูล Lion รหัสคาดว่าชื่อ DSL-Lion B 3.0 ลิตร Power Stroke ที่ให้กำลังมากถึง 250 แรงม้าที่ 3,250 รอบ/นาที แรงบิด 597 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,250 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด รุ่น 10R80 e-Shifter พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time 4WD แบบ e-Shifter (2H,4H,4L และ 4A) ที่มาพร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะ (On-Demand Two-Speed Electromechanical transfer case – EMTC) ควบคุมด้วยไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ Terrain Management System ทั้งโหมด Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery และยามลุยมีทั้งโหมด Sand, Mud/Ruts พร้อมเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential จะเข้ามาทำตลาดในไทยด้วยหรือไม่และค่าตัวจะเกินสองล้านหรือไม่

    GWM : ORA Lighting Cat

    ORAORAORA Lighting Cat เก๋งไฟฟ้าสไตล์ยุโรปดีไซน์ย้อนยุคในร่างเก๋ง Fastback ที่ไปคล้ายละม้ายกับรถยุโรปชื่อดังทั้ง Porsche Panamera ผสมกับความเป็น Bentley และความย้อนยุคเรโทรไปไนตัวตั้งแต่ไฟหน้า LED แบบ Intelligent กันชนหน้าดีไซน์หรู ล้ออัลลอยเลือกได้ทั้งขนาด 18 กับ 19 นิ้ว พร้อมยาง 235/45 R19 กระจกสไตล์โอเปร่า หลังคาพาโนรามิกซันรูฟและประตูไร้กรอบกระจกสุดเท่ ตัวรถสร้างจากแพลตฟอร์ม Lemon พร้อมภายในหรูด้วยแผงคอนโซลหน้าดีไซน์ตั้งตรงพร้อม มาตรวัดดิจิทัล ขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว พร้อมจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว บนความหรู 5 ที่นั่งแบบ VIP สุดหรูหรา และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านและลำโพงรอบคัน 11 จุดจาก Harman Infinity

    ขุมพลังแรงด้วยนระบบไฟฟ้าที่มีความจุแบตเตอรี่ Lithium iron ที่ให้กำลังมากถึง 204 แรงม้า แรงบิด 340 นิวตันเมตรในแบบมอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้า และแบบมอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อให้กำลังมากถึง 408 แรงม้า แรงบิด 680 นิวตันเมตร จากความจุแบตเตอรี่ 82 kWh อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 4.3 วินาที และวิ่งไกลสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ได้ทั้ง 555,600 และ 705 กม./ชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน CLTC แต่ถ้าเป็นสเปกยุโรปจำหน่ายด้วยรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ให้แรงม้าแรงบิดเท่ากับสเปกจีนแต่อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 3 วินาที และวิ่งไกลสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ได้ 450 กม./ชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. โดยจะโชว์ดักคอที่งาน

    Honda : Honda CR-V/Honda Civic Type R

    Honda

    ค่ายนี้ประสบความสำเร็จจากตระกูล e:HEV เกือบทุกไลน์อัพสินค้าจนมียอดขายสูงขึ้นปีนี้ อาจได้เห็น Honda CR-V เจเนอเรชันใหม่ (เจเนอเรชันที่6) หล่อทั้งคัน พร้อม เบนซินเทอร์โบ 1 รุ่น กับ เบนซิน Hybrid 1 รุ่น ทั้งเบนซิน e:HEV พร้อม Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC รหัส LFA1 145 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิด 175 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ/นาที ในภาคเครื่องยนต์ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว ให้กำลัง 184 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 315 นิวตันเมตรที่ 0-2,000 รอบ/นาที และแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน กำลังรวมสูงสุดเมื่อทำงานร่วมกันได้ 204 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Di VTEC TURBO 1.5 ลิตร L15BE 190 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 240นิวตันเมตรที่ 1,700-5,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ทั้งคู่เลือกได้ทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD

    Honda

    และอีกหนึ่งรุ่นที่แฟนๆเรียกร้องกับ Honda Civic Type R ในร่างเจเนอเรชันที่ 6 (FL5) นำพื้นฐาน Honda Civic Hatchback FL สวมตัวตนใหม่ด้วยชุดแต่งสีดำเข้มปักโลโก้ H พื้นแดงปักในชุดกระจังหน้าและฝาท้าย ผูกขาดเบนซินตัวโหด VTEC Turbo 2.0 ลิตร K20C 330 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 2,600-4,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีด REV Matching พร้อมเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป ระบบเบรกจาก Brembo ดิสก์เบรก 4 ล้อพร้อมคาลิเปอร์สีแดง สร้างเสียงสังเคราะห์ Active Sound Control สร้างความเร้าใจในการขับขี่ พร้อมโหมด Comfort, Sport และ R+

    ISUZU : ISUZU D-MAX MAGIC EYEs / ISUZU MU-X

    ISUZU

    เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับปิกอัพทะยานต่อให้โลกตามกับระบบ ADAS ที่ยกมาทั้งหมดจาก ISUZU MU-X มาใส่ในปิกอัพ ISUZU D-MAX MAGIC EYEs ทั้งรุ่น V-Cross และ Hi-Lander รุ่นท็อปสุด รวมถึงปรับโฉมปิกอัพแต่งหล่อจากโรงงาน อย่าง ISUZU X-Series และพีพีวีหรูอย่าง ISUZU MU-X แบบภูมิฐานสง่างามขึ้นซึ่งปีนี้ในงาน Motor Expo 2022 จะมีไฮไลต์เด็ดๆเรียกความสนใจให้เหล่าประชาคมอีซูซุและสิงห์รถปิกอัพมากน้อยขนาดไหน

    Lexus : Lexus RX New Generation

    Lexus

    เจเนอเรชันที่ 5 เอสยูวีหรูแดนปลาดิบที่งานนี้ปรับดีไซน์ดูสปอร์ตขึ้นหล่อคล้ายๆกับพี่รองอย่าง Lexus NX ตั้งแต่ไฟหน้าไฟหน้า LED แบบใหม่ 4-eye ดีไซน์เรียบหรู พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential Turning พร้อมไฟ DRL แบบ “Nike-swoosh” รูปตัว L ที่แยกจากกัน ประกบกับกระจังหน้า Spindle Gril ดีไซน์เอกลักษณ์ รวมถึงช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ในชุดกันชนหน้า ไฟท้าย LED แบบลากยาวตลอด พร้อมโลโก้ตัวอักษร Lexus แทนโลโก้ทรงกลมประดับไว้โขว์ความหรู กับกันชนหลังทรงเท่พร้อมช่องระบายอากาศตัวรถสร้างจากพื้นฐาน TNGA-K

    ขุมพลังมีทั้งเบนซินเทอร์โบล้วน,เบนซินไฮบริด Hybrid,เบนซินเสียบปลั๊ก Plug In Hybrid เริ่มที่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.4 ใหม่ รหัส T24A-FTS 279 แรงม้า 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 429 นิวตันเมตรที่ 1,700-6,300 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Direct Shift มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อหน้ากับขับเคลื่อนสี่ล้อ electronically controlled full-time AWD กระจายกำลังล้อหน้าและล้อหลังแบบ 75:25 และ 50:50 ในรุ่น RX 350 ที่มาแทนเครื่องเก่า V6 รุ่น 2GR-FKS 300 แรงม้าที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิด 370 นิวตันเมตรที่ 4,600-4,700 รอบ/นาที พร้อมเกียร์ออโต้ 8 สปีด

    Lexus

    ด้านขุมพลัง Hybrid HEV เริ่มที่รุ่น RX500h ใช้เครื่องยนต์เดียวกับรุ่น RX350 รหัส T24A-FTS จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดยให้กำลังรวม 372 แรงม้า แรงบิด 406 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ DIRECT4 และรุ่น RX 350h รหัส A25A-FXS 2.5 ลิตร ให้กำลังถึง 189 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 237 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า-หลังแบบ 5NM และแบตเตอรี่ Hybrid แบบ Nickel-Metal ทำงานร่วมกันได้กำลังสูงถึง 249 แรงม้าแรงบิด 316 นิวตันเมตร จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ ECVT มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อหน้ากับขับเคลื่อนสี่ล้อ E-Four

    ปิดท้ายด้วยรุ่น RX450h+ AWD Plug-in hybrid กับพลังเสียบปลั๊ก เบนซิน PHEV ขนาด 2.5 ลิตร รหัส A25A-FXS และ ให้กำลังถึง 178 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 221 นิวตันเมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว และความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 18.1 kWh เมื่อทำงานร่วมกันให้แรงม้ารวม 306 แรงม้า วิ่งไกลสุดในโหมดไฟฟ้า EV 60 กม. จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ ECVT พร้อม Sequential Shift ขับเคลื่อน 4 ล้อ e-Four มอเตอร์ไฟฟ้าแบบติดตั้งด้านหลัง กระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง ได้ตั้งแต่ 100 : 0 ถึง 20 : 80  พร้อมความปลอดภัยเต็มคัน Lexus Safety System+ 3.0

    Lotus : Lotus Eletre

    Lotus

    งานนี้สาวกที่ชอบรถอังกฤษ เตรียมรับอีกคันได้เลยกับการเปิดรับจอง Lotus Eletre เอสยูวีไฟฟ้าออกแบบที่สปอร์ตหลังคาเพรียวลงสไตล์รถคูเป้ ไฟหน้า LED ทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟท้าย LED ดีไซน์โค้งมน กระจกมองข้างขนาดเล็กสามารถดูได้จากกล้องมองภาพในรถ โดยรวมแล้วดูดุดันเท่ไม่แพ้ค่ายรถอื่นๆ รวมถึงล้อดีไซน์ล้ำอนาคตขนาด 23 นิ้ว และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟบานใหญ่ก็มีให้ด้วยเช่นกัน ตัวถังรถทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และอลูมิเนียม

    Lotus

    ห้กำลังมากถึง 600 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 2.95 วินาที ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ Dual Motor AWD และความจุแบตเตอรี่ 100 kWh วิ่งไกลสุด 600 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม. โดยการชาร์จไฟด้วยกำลังไฟ 350 KW ในเวลาสั้นๆเพียง 20 นาที สามารถวิ่งไกลสุดได้ 400 กม. พร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงดันสูง 800V พร้อมช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับความสูงตัวรถได้อัตโนมัติแถมมีเลี้ยวสี่ล้อ โดยส่งมอบชาวไทยตั้งแต่ปี 2024 จับตาแล้วว่าปลายปีนี้จะมาโชว์ดักคอเรียกน้ำย่อยเศรษฐีเงินหนาหรือไม่

    Mazda : Mazda BT-50 x i-ACTIVSENSE

    Mazda

    ค่ายรถยนต์จากเมืองฮิโรชิมากระตุ้นตลาด้วยการส่งรุ่นพิเศษ Carbon Edition ออกจำหน่ายและยังลดโหดกระบะ Mazda BT-50 จนมีผลตอบรับอย่างน่าพอใจและปลายปีนี้มีแนวโน้มว่า ฝาแฝด ISUZU D-MAX อย่าง Mazda BT-50 อาจเพิ่มระบบความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ที่ยกมาทั้งหมด ด้วยกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ทำหน้าที่เสมือนดวงตาคู่อัจฉริยะ คอยตรวจจับวัตถุด้านหน้าแบบ Real Time ได้อย่างชัดเจน และแม่นยำกว่าระบบกล้องหน้าเดี่ยว (Mono Camera) พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน ทั้ง ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ACC (Adaptive Cruise Control) พร้อม Stop&Go, เตือนการชนด้านหน้าอัตโนมัติ FCW Front Forward Collision Warning, หยุดรถอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Brake), เตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ LDWS (Lane Departure Warning System), ช่วยเบรกฉุกเฉินขณะกำลังเลี้ยว TA (Turn Assist), ควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Automatic High Beam), เบรกอัตโนมัติหลังการเกิดอุบัติเหตุ ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน MCB (Multi-Collision Brake), ตั้งค่าจำกัดความเร็วสูงสุดด้วยตัวเอง MSL (Manual Speed Limiter)และตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด PMM (Pedal Misapplication Mitigation)

    Mercedes-Benz : Mercedes-Benz C-Class Plug-In Hybrid/Mercedes-Benz Vito/ Mercedes-Maybach S-Class/Mercedes-AMG SL

    Mercedes-Benz

    เปิดตัวพร้อมประกาศราคาไปแล้วสำหรับ Mercedes-Benz C 350 e เก๋งที่มาพร้อมพลังเสียบปลั๊กที่ชาร์จ AC และ DC รวมถึงปัดฝุ่นนำ Mercedes-Benz Vito มาจำหน่าย และก่อนงานจะเริ่มทางค่ายตราดาว จะเปิดตัว อัครเก๋งใหญ่หรูกว่าและลักชัวรี่กว่า Mercedes-Benz S-Class เข้ามานั่นคือ Mercedes-Maybach S-Class และอีกหนึ่งความร้อนแรงจาก Mercedes-AMG นั่นคือ Mercedes-AMG SL หรือชื่อเดิม Mercedes-Benz SL เจเนอเรชันที่ 8 รหัส R232 พ่วงความโหดความจากโรงงาน AMG มาเต็มคัน กับพลังแรงเบนซินเทอร์โบคู่ V8 4.0 ลิตรในรหัส M177 ให้เลือกถึง 2 ระดับ เริ่มตั้งแต่ 350 แรงม้าที่ 5,500-6,500 รอบ/นาที แรงบิด 700 นิวตันเมตรที่ 2,250-4,500 รอบ/นาที ในรุ่น Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ และ 585 แรงม้าที่ 5,500-6,500 รอบ/นาที แรงบิด 800 นิวตันเมตรที่ 2,500-5,000 รอบ/นาที ในรุ่น Mercedes-AMG SL 63 4MATIC+ ทั้งสองขนาดจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด AMG SPEEDSHIFT MCT 9G

    หรืออาจเป็น Mercedes-AMG SL 43 4MATIC ขนาดเล็กสุด 2.0 ลิตร  4 สูบ รหัส M139L 408 แรงม้าที่ 6,750 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ/นาที พร้อมกันนี้ติดตั้งถ่านก้อนแล็กสุด Mild Hybrid สร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถที่ใช้แรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ได้ โดยเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษ พร้อม EQ Boost 14 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตันเมตร ไว้ใช้ในยามเร่งแซงต้องการกำลังจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด AMG Speedshift MCT 9G แบบคลัตช์เปียก wet multi-disc start-off-clutch

    และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Fully variable AMG Performance 4MATIC+ all-wheel drive และระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่สามารถปรับได้ 5 โหมด ตั้งแต่ โหมด Classic, Sport, SuperSport, Track Pace และ Discreet ในรุ่น Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ และ Mercedes-AMG SL 63 4MATIC+ และในรุ่น Mercedes-AMG SL 43 4MATIC ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC ที่แบ่งส่วนกำลังล้อหน้าแบบ 31 % และล้อหลังแบบ 69 % พร้อม Race Start พ่วงกับโหมดการขับขี่ AMG Dynamic Select ทั้ง Slippery, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual

    MG : MG4/MG EP/MG ZS MY2022

    MG 4

    ต้นตำรับค่ายรถยนต์ที่ปูทางนำระบบไฟฟ้าเข้ามาขายในไทยเป็นอันดับต้นๆ  ปีนี้จะได้พบกับ MG4 เก๋งไฟฟ้าขับหลังที่มาไทยเดือนพฤศจิกายน ในร่าง C-Segment Hatchback 5 ประตู จากพื้นฐาน SAIC Nebula Technology หรือ Modular Scalable Platform (MSP)  พร้อมขุมพลังไฟฟ้าอ้างอิงจากสเปกยุโรปด้วยความจุแบตเตอรี่ถึงสองขนาดตั้งแต่ 51 kWh มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวให้กำลังมากถึง 170 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,000-3,500 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 7.7 วินาที วิ่งไกลสุด 350 กม./การชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP สำหรับรุ่น Standard ส่วนรุ่น Comfort มาพร้อมความจุแบตที่ใหญ่กว่า 64 kWh ให้กำลัง 204 แรงม้าที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,000-3,500 รอบ/นาที วิ่งไกลสุด 450 กม./การชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 7.9 วินาที และรุ่น Luxury ความจุแบต แรงม้า แรงบิดและอัตราเร่งเท่ากับรุ่น Comfort แต่วิ่งไกลสุด 435 กม./การชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP  ทุกขุมพลังจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Single Speed Gear Reduction ขับเคลื่อนล้อหลังและทำความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม.

    MG EP

    อีกหนึ่งรุ่นนั่นก็คือ  MG EP Facelift ที่ปรับหน้าปรับตาดูยุโรปมากขึ้นปรับโฉมครั้งแรกในรอบสองปี และภายในใหม่หมด กับขุมพลังไฟฟ้า 2 แบบ ตั้งแต่ความจุ 50.3 kWh  163 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกลถึง 320 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตฐาน WLTP  และรุ่นแรงสุด มีความจุแบต 61.1 kWh 156 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 400 กม. ตามมาตฐาน WLTP  ทั้งสองรุ่นให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 185 กม./ชม.ชาร์จทั้งสองรุ่นนี้ถ้าชาร์จช้ากระแสสลับ AC ประมาณ 11 ชั่วโมง และชาร์จเร็วกระแสตรง DC 5-80 % ทำได้  40 นาที จ่ายกระแสไฟ V2L (Vehicle to Load) จ่ายพลังงานจากรถสู่อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ทางด้านรุ่นเครื่องยนต์สันดาป ยังมี MG ZS MY2022 ในราคาเริ่มต้น 689,000 บาท กับรุ่นย่อยใหม่ 4 รุ่น

    Mitsubishi : Mitsubishi Xpander Cross Facelift/Mitsubishi XFC Concept

    Mitsubishi

    Mitsubishi

    ปีนี้ Mitsubishi Xpander ปรับโฉมครั้งใหญ่เวอร์ชันแต่ง Xpander Cross ไปและมีโอกาสว่าจะเปิดตัวในไทยแต่จะมาช่วงปลายปีหรือไม่และอีกรุ่นที่จะทำตลาดในไทยในอนาคตกับเอสยูวีต้นแบบที่เปิดตัวที่เวียดนามไปกับ Mitsubishi XFC Concept ซึ่งจะมาโชว์ดัคอ ก่อนขายจริง

    NETA : NETA U Pro/NETA S

    NETA U PROเอสยูวีที่มีขนาดใหญ่กว่ารุ่น V ออกแบบทันสมัยสมส่วนและสวยกว่า หน้าตาความหล่อเทียบชั้นรถยุโรป สร้างจากพื้นฐาน Hozon Auto’s EPT2.0 platform ขุมพลังไฟฟ้ามีให้เลือกหลายแบบโดยยังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดี่ยว single electric motor กับแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 42-48 kWh โดยให้กำลังถึงสองระดับตั้งแต่ Mid-Power 163 แรงม้า แรงบิด 210 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 400 กับ 500 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. แล้วยังมีรุ่น High-Power 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 610 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) ความเร็วสูงสุด 155 กม./ชม. ขับเคลื่อนล้อหน้า โดยชาร์จช้านั้นจาก 0-100% จะใช้เวลาในการชาร์จ 8.5-13 ชม. แต่ถ้าชาร์จเร็ว 30 จนถึง 80% จะใช้เวลา 30 นาที และอาจโชว์ดักคออีกครั้งที่งาน Motor Expo 2022 ขายจริงช่วงปีหน้า

    NETA S

    และยังมีเก๋งสปอร์ตที่เปิดตัวที่จีนได้ไม่นานอย่าง NETA S ก็ร่วมโชว์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้พลังมากถึง 462 แรงม้า แรงบิด 620 นิวตันเมตรจากชุดแบตเตอรี่ 91 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 650 กม./ชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน CLTC) โดยชาร์จกระแสตรง DC  30-80% ได้ 35 นาที ส่วนรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง วิ่งไกลสุด 750 กม.พร้อม NETA Pilot 4.0 เทียบเท่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Autonomous Driving L4 (สำหรับ NETA S รุ่น LIDAR) และยังมี NETA S ขุมพลัง EREV หรือ Series Hybrid ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปปั่นไฟและแบตเตอรี่กับมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเท่านั้น โดยให้ระยะทางไกลสุด 1,100 กม.

    Subaru : Subaru Forester Facelift

    Subaru

    เอสยูวีหน้าใหม่ปรับครั้งแรกในร่างเจน 5 กับกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมเข้ากันดีกับกันชนหน้าทรงสปอร์ตพร้อมไฟหน้า LED กับไฟ Datytime แบบ LED horizontal และไฟตัดหมอกหน้า LED พร้อมคิ้วขอบล้อใหม่ ล้ออัลอลยลายใหม่ 18 นิ้ว แร็คหลังคา จุใจกับการขนของ ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED รูปตัว C หรือ C-shaped +ภายในยังคงเดิมๆพร้อมขุมพลังเดิมแบนซิน Boxer FB20 direct injection 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 196 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ Lineartronic CVT จับคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Symmetrical All-Wheel Drive แบบ Active Torque Split AWD s พร้อม X-Mode และEyesight เวอร์ชันใหม่ สามารถตรวจจับใบหน้า และสามารถเตือนเมื่อผู้ขับขี่ละสายตาจากถนนได้

    Suzuki : Suzuki Ertiga Hybrid

    Suzuki

    ตั้งแต่ต้นปี Suzuki สร้างสีสันให้กับวงการรถยนต์มาตลอดด้วยการแนะนำรรถใหม่สองรุ่นทั้ง Suzuki XL7 MY2022.5 และรุ่นพิเศษ Suzuki Swift GL PLus มางานนี้เพิ่มตัวสินค้าใหม่และเป็นสินค้าที่ค่ายนี้ไม่เคยมีมาก่อนกับ Suzuki Ertiga Hybrid ที่มาพร้อมพลัง Mild Hybrid ช่วยเพิ่มความแรง ความเร้าใจและประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น

    Toyota : Toyota bZ4X/Toyota GR Corolla

    Toyota

    เอสยูวีไฟฟ้าที่ลือกันว่าจะเปิดตัวและราคาในวันที่ 9 พฤศจิกายน กับ Toyota bZ4X เอสยูวีไฟฟ้าที่มีความจุแบต 71.4 kWh มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียว มีกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 265 นิวตันเมตร และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ X-MODE ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวให้กำลังถึง 218 แรงม้า 336 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุดสำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าทำได้ 450 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ไกลสุด 410 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน European WLTP  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม.ในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า และ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 7.7 วินาทีในรุ่น AWD

    Toyota

    ทายาทลำดับที่สี่จากตระกูล Gazoo Racing กับ Toyota GR Corolla Hot Hatch ค่ายสามห่วงนำพื้นฐาน Corolla Hatchback มาดัดแปลงเปลี่ยนตัวตนด้วยแพลตฟอร์ม TNGA-C ขุมพลังยกมาจาก Toyota GR Yaris กับพลังเบนซินเทอร์โบ 1.6 ลิตร รหัส G16E-GTS 3 สูบ 12 วาล์ว ให้กำลังมากสุด 304 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิด 370 นิวตันเมตรที่ 3,000-5,500 รอบ/นาที และอีกทางเลือกแรงม้าเท่าเดิม 304 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แต่แรงบิดปรับขึ้นเป็น 400 นิวตันเมตรที่ 3,250-4,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด iMT (Intelligent Manual Transmission) พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-Four AWD เลือกการขับขี่ได้ 3 รูปแบบคือ Normal (60/40) Sport (30/70) และ Track (50/50) ให้เหมาะสมกับสภาพถนนแยกแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง พร้อม Torsen® LSD (Limited Slip Differential) กระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้าและหลัง ช่วยให้ตัวรถมีความสมดุลตลอดเวลา ช่วงล่างแบบ GR ปรับแต่งเป็นพิเศษทรงตัวและยึดเกาะได้อย่างมั่นคงด้วยความเร็วสูงพร้อมความปลอดภัย Toyota Safety Sense 3.0

    Volvo : Volvo S60/V60 Recharge Facelift

    Volvo

    มาคิวของค่ายรถยุโรปหรูจากแดนไวกิ้งที่พึ่งแนะนำตัว Volvo C40 Recharge Pure Electric กับ Volvo XC40 Recharge Pure Electric รุ่นปรับโฉมไป ล่าสุดที่ต่างประเทศได้ปรับโฉมครั้งแรกของ Volvo S60/V60 Recharge Facelift ที่ดูๆไปก็เหมือนเดิมไม่ปรับอะไรมากแต่สิ่งที่เปลี่ยนก็คือลิ้นสปอยเลอร์กันชนหลังออกแบบใหม่ และการตกแต่งภายในใหม่บนพื้นฐานความแรงเดิมกับ Recharge T8 Plug In Hybrid เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 146 แรงม้าพร้อมพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีความจุใหม่ถึง 14.9 kWh โดยวิ่งไกลสุดในโหมดไฟฟ้ามากถึง 75-94 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง และความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. โดยให้แรงม้ารวมถึง 392 แรงม้า แรงบิด 640 นิวตันเมตร โดยอาจมาพร้อมกันกับ BMW 3 Series LCI ก็เป็นได้ แถมยังมีการ Sneak Preview Volvo EX90 ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก

    นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่จาก 33 แบรนด์แล้วยังมีกิจกรรมในงานมากมายทั้งโชว์รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่องจำนวนมาก รวมถึงเหล่าพริตตี้ที่จะมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน และกันกิจกรรมมอบโชคคืนกำไรให้แก่ผู้ชมงาน แจกรถยนต์ จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และรางวัลอื่น ๆ พบกันวันที่ 1-12 ธันวาคม นี้ ที่ อิมแพ็คชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

     

    ABOUT THE AUTHOR

    spot_img
    spot_img
    spot_img
    spot_img

    Latest Posts