More

    วิธีเอาตัวรอดหากคันเร่งค้างในขณะขับขี่

    ปัญหาคันเร่งค้างเรียกได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิคที่ก่ออันตรายให้กับผู้ขับขี่มาเป็นเวลาช้านาน คันเร่งค้างนั้นอาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการไม่ว่าจะเป็นระบบกลไกล้มเหลว ระบบไฟฟ้าล้มเหลว หรือแม้กระทั่งจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่เอง มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากประสบพบเจอ แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้นกับคุณล่ะ? เราจึงได้ไปค้นหาวิธีเอาตัวรอดหากคันเร่งค้างในขณะขับขี่มาให้คุณผู้อ่านพิจารณา

    หากเราพยายามแจกแจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวินาทีแห่งการเอาชีวิตรอด เราสามารถแบ่งพาร์ทในการจัดการตัวเองได้ 3 พาร์ท

    1. เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที
      • ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป – เมื่อคุณรู้สึกตัวว่าคันเร่งของคุณได้ค้างไปแล้ว แน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องตกใจและตื่นตระหนก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นคุณก็จำเป็นจะต้องควบคุมสติให้อยู่และลงมือแก้ปัญหาในทันทีเพื่อโอกาสรอดของคุณเอง หากคุณกำลังขับอยู่บนไฮเวย์ซึ่งยังพอมีเวลาจัดการอะไรได้บ้าง ให้หายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามควบคุมการหายใจให้เป็นปกติเพื่อผ่อนคลายความตื่นตระหนกลง
        • ควรหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกแล้วปล่อยออกทางปาก มันจะช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและลดความตื่นตระหนกลง
      • สำรวจสภาพแวดล้อมรอบรถ – ถึงแม้ว่ารถของคุณกำลังมีปัญหา คุณย่อมไม่อยากให้ผู้อื่นเข้ามาพัวพันกับตัวคุณ เพราะนั่นอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องตระหนักรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ เช่น หากคุณอยู่บนไฮเวย์ ให้พยายามหลบเลี่ยงไปอยู่เลนที่มีปริมาณรถน้อย หรือคิดถึงจุดที่คุณสามารถหยุดรถของคุณอย่างฉุกเฉินได้

    transmission

    1. ตัดการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่ล้อ
      • กดเบรกหนัก – อย่างแรกที่เราต้องการให้คุณทำในพาร์ทนี้คือการใช้เบรก คุณอาจจะต้องใช้แรงเหยียบเบรกในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากคุณกำลังวิ่งด้วยความเร็วต่ำ การเหยียบเบรกหนักทันทีจะช่วยให้รถของคุณชะลอลงมาได้อย่างไม่น่ากังวลเท่าใดนัก แต่สถานการณ์จะยุ่งยากขึ้นหากคุณกำลังทำความเร็วสูงอยู่
        • หากแป้นคันเร่งของคุณค้างอยู่ในย่านความเร็วสูง อย่ากระแทกกดเบรกลงไปทันที เพราะมันสามารถส่งผลให้รถของคุณเสียการทรงตัว เช่น พวงมาลัยดึงซ้ายหรือขวาฉับพลัน ในกรณีนี้ให้คุณกดเบรกหนักแต่อย่ากระแทกและจับพวงมาลัยให้มั่นคง เพื่อรับมือกับอาการรถที่จะตามมาหลังจากนั้น
        • อย่าใช้เบรกมือ! เพราะเบรกมือส่วนใหญ่จะจับการห้ามล้อที่ล้อคู่หลัง นั่นจะส่งผลให้รถของคุณเสียการทรงตัวได้หากคุณดึงเบรกมือขึ้นมาหนักพอ
        • สำหรับเบรกมือไฟฟ้าจะมีลักษณะการทำงานแตกต่างกันออกไป รถบางยี่ห้อนั้นวิศวกรได้ออกแบบกลไกป้องกันการเผลอกดเบรกมือไฟฟ้า มันจะข่วยชะลอรถโดยการลงแรงเบรกอย่างสม่ำเสมอ แต่ในบางยี่ห้อนั้นก็ไม่มีกลไกป้องกันดังกล่าว คุณอาจจะหน้าทิ่มหากเผลอไปกดมันเข้า และยิ่งคาดเดาอาการรถไม่ได้หากคุณกดเบรกมือไฟฟ้าในกรณีคันเร่งค้างเข้าไปด้วย
      • พยายามงัดแป้นคันเร่งขึ้นมาด้วยเท้า – ในเคสนี้แป้นคันเร่งของคุณยังไม่ถูกกดลงไปจนสุด คุณสามารถทดลองงัดแป้นกลับขึ้นมาได้ ถ้าหากโชคดีคุณงัดแป้นกลับขึ้นมาแล้วเครื่องยนต์หยุดส่งกำลัง คุณก็จะสามารถจอดรถได้อย่างง่ายดาย
      • เปลี่ยนเกียร์ไปที่เกียร์ว่างหรือเกียร์ N – ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการแก้ปัญหา เครื่องยนต์จะไม่สามารถส่งกำลังไปยังล้อได้หากคุณได้ตัดการเชื่อมต่อระหว่างมันออกไป หากรถของคุณเป็นเกียร์กระปุก ที่คุณต้องทำมีเพียงแค่เหยียบคลัตช์แล้วใส่เกียร์ว่าง หากรถของคุณเป็นเกียร์อัตโนมัติ คุณเพียงแค่ผลักเกียร์ขึ้นจาก D ไปยัง N
        • ในย่านความเร็วสูง หลังจากที่คุณเปลี่ยนไปที่เกียร์ว่างหรือเกียร์ N แล้ว ให้ระวังเรื่องการใช้น้ำหนักเบรก เนื่องจากในตอนนี้รถของคุณจะไม่มีกำลังเครื่องยนต์ที่โดยปกติจะช่วยหน่วงรถมาช่วยคุณเบรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรถของคุณไม่มีระบบเบรก ABS คุณมีโอกาสที่จะทำล้อล็อกได้หากเบรกหนักจนเกินไป และนั่นอาจจะก่ออุบัติเหตุให้กับตัวคุณได้เช่นกัน
        • ระวังเผลอกดปุ่มที่หัวเกียร์ทำให้สามารถผลักจากเกียร์ N เลยไปถึง R ได้สำหรับเกียร์อัตโนมัติ เพราะถ้าหากคุณผลักเกียร์จนเลยไปถึง R นั่นจะทำให้ระบบชุดเกียร์ของคุณเสียหาย และรถของคุณอาจเสียอาการและก่ออุบัติเหตุหนักได้เช่นกัน

    push start engine

          • อย่าดับเครื่องเด็ดขาด!! บางคนอาจจะคิดว่า หากต้องการตัดกำลังเครื่องก็แค่ทำการดับเครื่องยนต์ ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อคุณดับเครื่องยนต์สิ่งที่จะตามมาก็คือ ระบบไฮดรอลิคที่ช่วยผ่อนแรงต่างๆ หยุดทำงาน เบรกของคุณจะแข็งขึ้น พวงมาลัยของคุณจะหนักขึ้นและถูกล็อคคอพวงมาลัย นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากจะเจออย่างแน่นอนเมื่อคุณกำลังขับขี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังใช้ความเร็วสูง คุณจะดับเครื่องได้เพียงแค่ 2 กรณี คือ รถของคุณได้จอดหยุดนิ่งเป็นที่เรียบร้อย และคุณดับเครื่องเพื่อไม่ให้รถของคุณเร่งรอบตลอดเวลาจนเครื่องพังไปเสียก่อน หรืออีกกรณีคือเบรกไม่ทำงานพร้อมกับเกียร์เปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งคุณคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น
    1. หลบเข้าข้างทางเพื่อจอด
      • ให้สัญญาณต่อเพื่อนร่วมทาง – ในเคสนี้คุณนั้นยังคงมีสติครบถ้วนสมบูรณ์และมีเวลามากพอที่จะจัดการกับปัญหา คุณอาจจะเปิดไฟเลี้ยวเพื่อส่งสัญญาณบอกเพื่อนร่วมทางของคุณว่ารถของคุณกำลังมีปัญหาและคุณต้องการที่จะจอดรถฉุกเฉิน
      • มองหาที่จอดรถฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด – ถ้าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยมากนัก คุณต้องมองหาที่ที่คุณสามารถจอดรถได้ พยายามพารถเข้าข้างทางเพื่อจอดแทนที่จะจอดกลางถนน และเรียกบริการรถยกฉุกเฉินมาเพื่อยกรถของคุณไปที่อู่ซ่อมรถ เพียงเท่านี้คุณก็จะรอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตไปได้

    หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงการรวบรวมคำแนะนำในเบื้องต้นหากต้องเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ขับขี่จำเป็นต้องปรับตัวแก้ไขปัญหาไปตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ที่มา : nbcnews.com , wikihow.com , gearpatrol.com , carfromjapan.com

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts