ขสมก. กำลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เตรียมพลิกโฉมรถเมล์ไทย จากรถเมล์ร้อนแบบเก่า สู่รถ EV จำนวน 1,520 คัน แต่โจทย์อาจไม่ได้อยู่แค่การนำรถใหม่เข้ามาวิ่ง เพราะการเปลี่ยนรถหนึ่งคัน ต้องเปลี่ยนทั้งอู่ ระบบชาร์จ การจัดการพลังงาน ระบบเก็บค่าโดยสาร ไปจนถึงต้นทุนและรูปแบบการทำงานขององค์กร หากวางระบบได้ถูกทาง รถ EV อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่การเดินทางของคนกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างในระยะยาว
รถ EV 1,520 คัน กำลังมา
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญในการผลักดันโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน เพื่อยกระดับระบบรถโดยสารสาธารณะ และลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กรในระยะยาว
สำหรับโครงการนี้ มีระยะเวลาเช่า 7 ปี ในวงเงิน 14,905 ล้านบาท โดยมี บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เป็นคู่สัญญา
รูปแบบการส่งมอบถูกแบ่งออกเป็น 3 ล็อต
- ล็อตที่ 1 จำนวน 500 คัน ช่วงเดือน มีนาคม 2570
- ล็อตที่ 2 จำนวน 500 คัน ช่วงเดือน เมษายน 2570
- ล็อตที่ 3 จำนวน 520 คัน ช่วงเดือน พฤษภาคม 2570
ทั้งนี้ นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า การบริหารสัญญากับบริษัทผู้ให้เช่ายังเป็นไปตามกรอบที่กำหนด โดยคณะกรรมการตรวจรับได้เดินทางไปตรวจโรงงานประกอบรถ รวมถึงชิ้นส่วนโครงสร้างรถแล้ว
นอกจากนี้ ขสมก. ยังจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลสัญญา เพื่อดูแลความคืบหน้าตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การส่งมอบรถแต่ละงวด รวมถึงประเมินจุดเสี่ยงที่อาจทำให้โครงการล่าช้า พร้อมรายงานความคืบหน้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบอย่างต่อเนื่อง
รถใหม่มา แต่ปัญหาคืออู่
นายประมิต เมฆฉาย ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. มองว่า การเปลี่ยนรถโดยสารมาเป็น EV เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ
เพราะนอกจากจะช่วยลดการใช้น้ำมันแล้ว ยังมีโอกาสลดต้นทุนค่าซ่อมบำรุงในระยะยาวได้อีกด้วย
แต่สิ่งที่สหภาพฯ ต้องการให้รัฐบาลและ ขสมก. เร่งทำควบคู่กัน คือการเพิ่มอู่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก.
เนื่องจากปัจจุบัน ขสมก. มีอู่เป็นของตัวเองเพียง 5 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่เช่า และบางแห่งมีสัญญาระยะสั้นหรือต้องต่อสัญญาเป็นช่วงๆ หากต้องเปลี่ยนมาใช้รถเมล์ EV จริง จะต้องลงทุนทั้งระบบไฟฟ้า สถานีชาร์จ และปรับปรุงพื้นที่อู่ให้รองรับรถใหม่ ถ้าในอนาคตสัญญาเช่าหมดและไม่สามารถต่อสัญญาได้ ก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อเงินลงทุนขององค์กร
แต่ถ้า ขสมก. มีอู่เป็นของตัวเอง ก็มีโอกาสที่จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการเดินรถ หรือติดตั้งระบบชาร์จ และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ในระยะยาว
เร่งปรับ 12 อู่ รับรถ EV
ปัจจุบัน ขสมก. มีแผนพัฒนาอู่นำร่อง ทั้งหมด 12 แห่ง ครอบคลุมทั้งอู่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก. และพื้นที่เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะทยอยดำเนินการตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่
ในระยะแรกจะเร่งดำเนินการ 9 อู่หลัก เพื่อให้พร้อมก่อนรถ EV เริ่มให้บริการจริง
สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงอู่ ตอนนี้มีผู้ชนะการประมูลแล้ว แต่การลงนามสัญญายังต้องผ่านคณะกรรมการ ขสมก. เนื่องจากวงเงินโครงการสูงกว่า 200 ล้านบาท
ปัจจุบันคณะกรรมการชุดเดิมอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน และรอการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของโครงการ เนื่องจากอู่และระบบชาร์จต้องพร้อมก่อนรถออกให้บริการจริง โดยรถล็อตแรกมีกำหนดส่งมอบในเดือน มี.ค. 2570
อย่างไรก็ตาม ขสมก. ไม่ได้มองว่าอู่ทุกแห่งต้องเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กร แม้การมีอู่ของตัวเองเพิ่มขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสัญญาเช่า และเปิดทางให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวได้มากขึ้น
แต่ถ้าพื้นที่เช่ามีสัญญาระยะยาว มีความชัดเจนเรื่องการลงทุนระบบไฟฟ้าและสถานีชาร์จ และวางแผนรับมือเมื่อสัญญาสิ้นสุดได้ ก็ยังสามารถใช้เป็นอู่ EV ได้
แต่ถ้าพื้นที่เช่ามีสัญญาระยะยาว มีความชัดเจนในการลงทุนระบบไฟฟ้าและสถานีชาร์จ รวมถึงสามารถบริหารความเสี่ยงเมื่อสิ้นสุดสัญญาได้ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใช้เป็นอู่รถ EV ดังนั้น การบริหารระยะเวลาการเช่าให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของรถและเงินลงทุน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ระบบชาร์จ ต้องวางแผนมากกว่าจำนวนรถ
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือระบบชาร์จ เพราะรถ EV ต้องวางแผนการใช้พลังงานต่างจากรถน้ำมันอย่างมาก
การกำหนดจำนวนจุดชาร์จจึงไม่ได้ดูแค่จำนวนรถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูหลายอย่างประกอบด้วย
- จำนวนรถ
- ตารางการเดินรถ
- ระยะทาง
- เวลาจอดเพื่อชาร์จ
- กำลังไฟฟ้าที่แต่ละพื้นที่รองรับ
รวมถึงต้องมีระบบสำรองกรณีที่อุปกรณ์ขัดข้อง
วิ่งวันละ 200 กม. ต้องชาร์จให้ทัน
ด้านการใช้งาน ขสมก. ตั้งเป้าให้รถ EV แต่ละคันวิ่งประมาณ 200 กิโลเมตรต่อวัน ส่วนความจุแบตเตอรี่ถูกกำหนดไว้ ให้รองรับระยะทางประมาณ 240-250 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
หลังจากนี้ ขสมก. จึงเตรียมพัฒนาระบบ EV Charging Station Platform เพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่างรถที่อยู่บนเส้นทางกับรถที่อยู่ในอู่
หากรถที่กำลังให้บริการมีระดับแบตเตอรี่ลดลง ระบบจะช่วยวางแผนนำรถกลับเข้ามาชาร์จให้เหมาะกับตารางเดินรถ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการ
อย่างไรก็ตาม การชาร์จให้เต็มอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่หากต้องชาร์จแบบเร่งด่วน คาดว่าอาจใช้เวลาประมาณ 15 นาทีถึงไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อให้รถกลับไปวิ่งต่อได้
เปลี่ยนจากน้ำมัน สู่ต้นทุนที่ลดลง
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนมาใช้ EV คือการลดต้นทุนของ ขสมก.
โดยก่อนหน้านี้ ขสมก. มีต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี หากสามารถเปลี่ยนมาใช้รถ EV ได้ คาดว่าจะลดต้นทุนส่วนนี้ได้ประมาณ 60% เหลือราว 700-800 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ค่าเหมาซ่อมก่อนหน้านี้ ยังเคยอยู่ที่ประมาณ 1,800 ล้านบาทต่อปี แต่การเช่ารถ EV ในระยะ 7 ปี คาดว่าภาระด้านการลงทุนและบำรุงรักษาส่วนใหญ่จะอยู่ที่บริษัทผู้ให้เช่า ซึ่งจะช่วยลดค่าเหมาซ่อมของ ขสมก. ลงได้อย่างมาก
ระบบเก็บค่าโดยสาร ต้องอัปเกรด
หลังจากเปลี่ยนรูปแบบรถโดยสารมาเป็นรถ EV ขสมก. ยังเตรียมปรับระบบเก็บค่าโดยสาร ให้รองรับการชำระเงินผ่าน QR Code และเครื่อง EDC เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการให้บริการที่เปลี่ยนไป
พร้อมกันนี้ จะมีการปรับบทบาทของพนักงานเก็บค่าโดยสาร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4,000-5,000 คน โดยใช้แนวทาง Upskill และ Reskill เพื่อให้พนักงานสามารถปรับตัวและทำงานในรูปแบบใหม่ได้
การเปลี่ยนแปลงระบบนี้ไม่ได้หมายถึงการลดจำนวนคนในทันที แต่เป็นการปรับรูปแบบการทำงาน และลดความจำเป็นของตำแหน่งงานบางส่วนในระยะยาว
โครงการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะมาเป็นรถ EV จำนวน 1,520 คัน จึงไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงตัวรถ แต่ยังเป็นการปรับระบบและรูปแบบการทำงานของ ขสมก. ในหลายด้าน และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร
ข้อมูลจาก : thaipbs.or.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com


