ชั่วโมงนี้ ในตลาดยานยนต์โลกคงไม่มีชื่อไหนถูกพูดถึงมากไปกว่า BYD ค่ายรถจากจีน ที่ร้อนแรงต่อเนื่อง เดินหน้าทุบสถิติเป็นว่าเล่น ล่าสุดก็สามารถสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ BYDแซงหน้า Ford ทำยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2025 ได้มากกว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 6 ของโลกสำหรับยอดขายรวม หลังจากเป็นผู้ตามมากว่า 5 ปี
5 ปี จากผู้ตาม สู่ผู้นำ
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน Ford มียอดขายมากกว่า BYD ประมาณ 5 เท่า ช่องว่างในเวลานั้น ดูห่างไกลเกินกว่าจะไล่ได้ทัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากปี 2023 เป็นต้นมา คืออัตราการเติบโตของรถพลังงานใหม่จากค่าย BYD ที่เพิ่มหลายเท่าตัว ในระดับที่ค่ายดั้งเดิมซึ่งวางแผนผลิตภัณฑ์รอบละ 4 – 5 ปี ก็ปรับตัวตามไม่ทัน
โดยในปี 2025 แค่ปีเดียว BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV ได้ประมาณ 2.26 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 27.9% จากปีก่อน ซึ่งยังไม่ได้นับรวม Plug-in Hybrid รุ่นยอดนิยมของค่าย
โดยรายงานจาก Bloomberg ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่ BYD แซงหน้า Ford ได้ สำหรับยอดขายจากทั่วโลกประจำปี 2025 โดยยอดขายรถพลังงานใหม่ ทั้ง EV และ PHEV ของ BYD สามารถทำได้มากกว่า 4.6 ล้านคันทั่วโลก เหนือกว่า Ford ที่ตามรายงานระบุว่า ทำได้ไม่ถึง 4.4 ล้านคัน
ทำให้ตอนนี้ BYD ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 6 ในยอดขายทั่วโลก สูงกว่า Ford หนึ่งอันดับ
โดย Toyota ยังคงอันดับหนึ่ง ตามด้วย Volkswagen, Hyundai Motor (รวม Kia และ Genesis), GM และ Stellantis เป็นลำดับต่อมา
การเติบโตของ BYD ไม่ได้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีการติดสปีดมาตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่หลายค่ายที่มีอยู่ก่อนหน้าจำนวนมากยังติดอยู่กับปัญหาด้านต้นทุนที่สูง และโครงสร้างแบบเดิมทำให้หมุนได้ช้ากว่า
BYD มีมากกว่า EV
ปัจจุบัน BYD ไม่ได้จำกัดตัวเองไว้แค่รถไฟฟ้า แบบ 100% แต่มีการสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ ให้ครอบคลุมแทบทุกกลุ่มพลังงานในตลาด
- รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV)
- Plug-in Hybrid (PHEV)
- รถยนต์ Hybrid
จุดแข็งสำคัญคือการกระจายช่วงราคาแบบกว้าง ตั้งแต่รถสำหรับขับในเมืองมูลค่าประมาณ 10,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 340,000 บาท รวมถึงรถซีดานและ SUV หรูที่มีมูลค่าประมาณ 70,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,380,000 บาท ซึ่งอยู่ในแบรนด์ย่อยอย่าง Denza และ Yangwang
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BYD เติบโดตเร็ว คือโครงสร้างการผลิตแบบ Vertical Integration บริษัทผลิตเซลล์แบตเตอรี่ใช้เอง และยังผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์หลายรายการ รวมถึงพัฒนาระบบขับเคลื่อนและชิ้นส่วนหลักภายในเครือได้
ความครบวงจรลักษณะนี้ช่วยควบคุมต้นทุน และลดความเสี่ยงจากซัพพลายเชนภายนอกได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตจากฝั่งตะวันตกจำนวนมากก็ยังไม่สามารถทำได้ในระดับนี้
ตลาดต่างประเทศคือกุญแจสำคัญ
อีกจุดที่ทำให้การเติบโตของ BYD แตกต่าง คือการเร่งขยายตัวไปยังต่างประเทศ
โดยในปี 2025 BYD ส่งออกรถประมาณ 1.05 ล้านคัน และตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคันในปี 2026 มากขึ้นประมาณ 25%
สำหรับข้อมูลช่วงต้นปีบ่งบอกถึงโมเดลธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยยอดขายรถพลังงานใหม่ในประเทศจีน บางช่วงมีอัตราลดลง 30% จากภาษีซื้อรถพลังงานใหม่ที่กลับมาเก็บเป็น 5% แต่ยอดส่งออกกลับเพิ่มขึ้นกว่า 51.5% แตะประมาณ 100,000 คันในเดือนเดียว
เมื่อความต้องการในประเทศมีการอ่อนตัว บริษัทจึงเร่งเครื่องมุ่งเป้าไปที่ตลาดต่างประเทศทันที ซึ่งนี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คือการวางโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว
ปัจจุบัน BYD อยู่ระหว่างการลงทุนหรือขยายกำลังผลิตในหลายประเทศ ได้แก่
- ไทย
- อินโดนีเซีย
- ฮังการี
- บราซิล
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการขยายกิจกรเพิ่ม จากการประมูลเข้าซื้อโรงงาน Nissan และ Mercedes ในเม็กซิโก ซึ่งหากสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญในการตั้งฐานการผลิตใกล้ตลาดอเมริกาเหนือ และลดผลกระทบจากกำแพงภาษีได้
Ford กับแรงกดดันจากต้นทุน
สำหรับ Ford แม้ยอดขายรวมปี 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 4.4 ล้านคันทั่วโลก ลดลงราว 2% จากปีก่อนหน้า แต่ตัวเลขทางการเงินกลับมีแรงกดดันมากกว่านั้น
โดย Ford มีรายงานผลการขาดทุนสุทธิ 8.2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.78 แสนล้านบาท ในปี 2025 ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตในปี 2008 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายพิเศษเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 15.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 5.2 แสนล้านบาท
ที่สำคัญ สำหรับ Model e ของ Ford ยังมีแนวโน้มขาดทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 4.0 – 4.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือราว 1.3 – 1.5 แสนล้านบาท สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ยุครถไฟฟ้ายังมีภาระที่ต้องใช้ต้นทุนมหาศาล เมื่อเทียบกับ BYD ที่มีโครงสร้างในการผลิตเองแทบครบวงจร ข้อจำกัดในเรื่องต้นทุนจึงมีความต่างกันอย่างชัดเจน
ตอบโต้ด้วย EV ที่เข้าถึงง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม Ford ไม่ได้มีการนิ่งเฉยต่อสถาการณ์ บริษัทเตรียมใช้ใต้แผน Ford+ เพื่อปรับแนวทาง จากการเน้นรถกระบะไฟฟ้าและ SUV ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นการให้ความสำคัญกับ รถไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่ายกว่า
สิ่งสำคัญคือ Universal EV Platform หรือ UEV ที่ถูกวางให้เป็นไม้เด็ด สำหรับการแข่งขันกับ BYD และผู้ผลิตรถไฟฟ้าราคาประหยัดจากจีน
ทั้งนี้ Jim Farley ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ford ระบุว่าแพลตฟอร์มใหม่นี้จะมีการลดจำนวนชิ้นส่วนลงได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป ใช้สลักในการยึดน้อยลง 25% ลดสถานีงานในโรงงาน 40% และทำให้เวลาประกอบเร็วขึ้นถึง 15%
Ford มีแผนในการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟต (LFP) ซึ่งจะผลิตในโรงงานใหม่ที่รัฐมิชิแกน ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับอนุญาตจาก CATL ของจีน
โดย Farley ได้โพสต์ VDO บนโซเชียลมีเดียว่า Ford ไม่ได้ถอยจาก EV แต่กำลังทำให้ EV เข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมระบุว่าการ0tชนะการแข่งขันต้องแก้ที่ด้านฟิสิกส์และต้นทุน ไม่ใช่แค่การเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ จึงเป็นเหตุผลในการพัฒนา Universal Electric Vehicle Platform
คาดว่ารถรุ่นแรกบนแพลตฟอร์มใหม่นี้จะเป็นรถยนต์กระบะไฟฟ้าขนาดกลาง กำหนดเปิดตัวในปี 2027 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านบาท นอกจากนี้ Ford ยังมีแผนร่วมกันกับพันธมิตรอย่าง Renault เพื่อพัฒนา EV ราคาประหยัดให้ได้เร็วและใช้ต้นทุนต่ำที่สุด
จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
อย่างไรก็ตาม การที่ BYD สามารถแซง Ford ในยอดขายรวมปี 2025 คงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะโชคช่วยในแค่ปีเดียว แต่มาจากอัตราการเติบโตที่มีมาอย่างต่อเนื่องสะสมเป็นเวลาหลายปี ทั้งการเร่งขยายกำลังผลิตไปทั่วโลก และโมเดลธุรกิจที่เน้นควบคุมต้นทุนตั้งแต่แรกเพื่อการแข่งขัน จากก่อนหน้าที่ Ford มียอดขายมากกว่า BYD ถึง 5 เท่า แต่ในเวลาเพียง 5 ปี กลับลดช่องว่าง และสามารถแซงหน้าได้ในที่สุด
ทำให้หลังอาจนี้อาจไม่ต้องตั้งคำถามว่า BYD จะเติบโตขึ้นแค่ไหน? …แต่ต้องถามว่า ผู้ผลิตรถยนต์ค่าไหนที่จะถูกแซงเป็นรายต่อไป?
ข้อมูลและรูปภาพจาก : goodcarbadcar.net, electrek.co
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com














