อย่างที่รู้กันว่ารัฐบาลไทยพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า ของภูมิภาค จึงได้ออกแบบมาตรการเพื่อสนับสนุนผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ที่เรียกว่ามาตรการ EV
ปัจจุบันสิทธิประโยชน์หลักของมาตรการ EV 3.0 ได้สิ้นสุดลงแล้ว และรัฐบาลกำลังผลักดัน มาตรการ EV 3.5 เป็นมาตรการหลักแทน เพื่อขับเคลื่อนตลาดและการผลิต EV ในไทย แต่เอ๊ะ…แล้วทั้งสองแบบมันต่างกันยังไง? วันนี้ car2day จะสรุปให้แบบม้วนเดียวจบ
ทำความรู้จักมาตรการ EV
ก่อนจะรู้ว่า EV 3.0 vs EV 3.5 ต่างกันยังไง มาทำความรู้จักมากตรการ EV กันก่อน
มาตรการ EV เป็นชุดนโยบายสนับสนุนจาก รัฐบาลไทย ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งในด้านภาษี เงินอุดหนุน และเงื่อนไขการผลิต เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลางการผลิต EV ของภูมิภาค (EV Hub) พร้อมช่วยลดมลพิษและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
มาตรการ EV 3.0
คือมาตรการส่งเสริมการใช้รถ EV เริ่มต้นตั้งแต่ ปี 2565‑2568 และยังคงมีผลบางส่วนถึงปี 2569 เป็นการเบิกทางให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น โดยเน้นการดึงดูดค่ายรถยนต์ให้นำเข้ารถมาจำหน่ายในราคาพิเศษ
จุดเด่น
- เงินอุดหนุนสูง รัฐบาลสนับสนุนผู้ซื้อสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน
- ลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
- เงื่อนไขการผลิตในประเทศไม่เข้มงวดมาก ผลิตชดเชยน้อย (1:1 คัน)
ผลลัพธ์
- รถไฟฟ้าเข้ามาในตลาดไทยเร็วขึ้น
- ราคารถไฟฟ้าโดยเฉลี่ยลดลง
- ตัวเลือกรถไฟฟ้ามากขึ้นในตลาด ยอดจดทะเบียนสูงขึ้น
มาตรการ EV 3.5
เป็นมาตรการที่ต่อยอดจากเดิม ประกาศใช้ตั้งแต่ ปี 2567‑2570 เพื่อขยับเป้าหมายจากการ นำเข้ามาขาย มาเป็นการบังคับให้ผลิตในไทยมากขึ้น โดยเป็นการกระตุ้นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตแบบเข้มข้นกว่าเดิม
จุดเด่น
- ปรับเกณฑ์เงินอุดหนุนตามขนาดแบตเตอและช่วงปี (สูงสุด 100,000 บาท)
- ยังคงลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต แต่เงื่อนไขเพิ่มขึ้น
- เงื่อนไขผลิตชดเชยสูงขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายสูงขึ้นในแต่ละช่วงปี (สูงถึง 1:2 ภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 1:3 ภายในปี 2570)
- ส่งเสริมการตั้งโรงงาน การจ้างงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ในไทย
ผลลัพธ์
- แข่งขันด้านราคาหนักขึ้น
- รถรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดเร็วขึ้น พร้อมฐานการผลิตในไทย
- ประเทศไทยจะเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
เทียบความแตกต่างมาตรการ EV 3.0 vs EV 3.5
| ข้อเปรียบเทียบ | มาตรการ EV 3.0 | มาตรการ EV 3.5 (ปัจจุบัน) |
| ระยะเวลาโครงการ | 2565 – 2568/69 | 2567 – 2570 |
| เงินอุดหนุนสูงสุด | 150,000 บาท โดยประมาณ | 100,000 บาท โดยประมาณ (ลดตามปีที่ซื้อ) |
| อัตราผลิตชดเชย | เฉลี่ย 1:1 คัน | ประมาณ 1:2 ถึง 1:3 คัน |
| เป้าหมายหลัก | สร้างตลาด | สร้างฐานผลิต |
มาตรการนำร่อง
ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้มีโครงการนำร่องมาก่อนเพื่อปูทางมาตการสนับสนุนรถไฟฟ้า
- EV 1.0 (2560–2563) : ระยะเริ่มต้นของนโยบาย EV ไทย เน้นการสร้างความรู้จักและปูพื้นฐานอุตสาหกรรม ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ รวมถึงผู้ให้บริการสถานีชาร์จ เพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน
- EV 2.0 (2564–2565) : ต่อยอดจาก EV 1.0 ขยายการส่งเสริมไปสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสาธารณะ และเริ่มลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า เพื่อปูทางสู่ตลาด EV
ตารางสรุปมาตรการ EV แต่ละรอบ
| มาตรการ | ช่วงเวลาหลัก | เป้าหมายสำคัญ | กลยุทธ์หลัก |
| EV 1.0 | พ.ศ. 2560 – 2563 | สร้างความรู้จัก | ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วน EV และสถานีชาร์จ เพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน |
| EV 2.0 | พ.ศ. 2564 – 2565 | เตรียมความพร้อม | ขยายการส่งเสริมไปยังรถ EV สาธารณะ และเริ่มลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่ง |
| EV 3.0 | พ.ศ. 2565 – 2568/69 | สร้างตลาด | อัดฉีดเงินอุดหนุน ดึงดูดผู้บริโภค และเปิดทางให้ค่ายรถนำเข้า EV เข้ามาจำหน่ายอย่างรวดเร็ว |
| EV 3.5 | พ.ศ. 2567 – 2570 | สร้างฐานผลิต | กำหนดเงื่อนไขผลิตชดเชย เปลี่ยนไทยจากผู้นำเข้า เป็นฐานการผลิต EV ของภูมิภาค |
สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการซื้อรถ จะได้อะไรจากยุค EV 3.5
- มีตัวเลือกในการซื้อรถไฟฟ้ามากขึ้น
- ค่ายรถแข่งกันทำราคา จากทั้งเงินอุดหนุนและการผลิตในประเทศ
- รถไฟฟ้ากลายเป็นรถที่เข้าถึงได้จริง จากความพร้อมของตลาด
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่:car2day.com










