ไฟสีส้มที่คุ้นตาบนทางพิเศษมานานหลายสิบปี กำลังค่อยๆเปลี่ยนไป เมื่อ กทพ. เดินหน้าเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่าง เป็น LED ครอบคลุมทางพิเศษ 8 สาย ระยะทางรวม 224.6 กม. เป้าหมายไม่ได้มีแค่ทำให้ถนนสว่างขึ้น แต่ต้องการลดการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ทาง คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากกว่า 54 ล้านบาทต่อปี
จากไฟสีส้ม HPS สู่ไฟ LED
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เดินหน้าเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างบนทางพิเศษ 8 สายทาง รวมระยะทาง 224.6 กม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง
โดยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ แสงสีส้มจากหลอดโซเดียมความดันสูง หรือ High Pressure Sodium (HPS) ที่อยู่คู่กับทางพิเศษมานานหลายสิบปี กำลังค่อยๆถูกแทนที่ด้วยหลอด LED
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ LED ไม่ได้มีแค่เรื่องของแสงสว่างที่เปลี่ยนไป แต่ยังช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหลอดไฟ LED จะให้แสงที่สม่ำเสมอ ใช้ไฟน้อยกว่า มีอายุการใช้งานยาว พร้อมช่วยลดค่าบำรุงรักษาได้ ซึ่งจะทยอยเปลี่ยนให้ครอบคลุมทั้งช่องทางหลัก ทางขึ้น-ลง ด่านเก็บค่าผ่านทาง รวมถึงพื้นที่ใต้ทางพิเศษ
กทพ. จ่ายค่าไฟปีละประมาณ 200 ล้านบาท
สำหรับปัจจุบัน กทพ. มีค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง
ซึ่งแตกต่างจากไฟส่องสว่างบนถนนของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ที่ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ
ดังนั้น การเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างบนทางพิเศษมาเป็น LED จึงคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟที่ กทพ. ต้องจ่ายในแต่ละปีได้โดยตรง
เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2559 ติดตั้งแล้ว 5,330 โคม
จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะ กทพ. ได้เริ่มทยอยเปลี่ยนโคมไฟมาเป็น LED ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมีการติดตั้งไปแล้วกว่า 5,330 โคม ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 12.19 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งแผนยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในปีงบประมาณ 2570 กทพ. เตรียมใช้งบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อติดตั้งโคม LED เพิ่มอีก 3,795 โคม จากนั้นในปี 2571 จะติดตั้งเพิ่มอีก 3,869 โคม
ถ้าทุกอย่างสามารถเดินหน้าได้ตามแผน คาดว่าจะมีโคมไฟ LED รวมทั้งหมด 12,994 โคม ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ประมาณ 54.25 ล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 40% ของค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าทั้งระบบ
นอกจากการเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างแล้ว กทพ. ยังมีมาตรการลดการใช้พลังงานรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น
- การติดตั้ง Solar Rooftop
- การนำโคมไฟ Solar LED มาใช้งาน
- การทยอยเปลี่ยนรถยนต์ส่วนกลางมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ทั้งนี้ หากรวมทุกมาตรการเข้าด้วยกัน คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของ กทพ. ได้ประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี
เปลี่ยนเป็น LED แต่เฉดสีก็สำคัญ
อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มเปลี่ยนไฟบนทางพิเศษมาเป็น LED ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้ถนนในโซเชียลตามมา โดยหลายคนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนมาใช้ LED เพราะช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายได้ แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ สีของแสง
โดยบางความเห็นมองว่า ไฟ LED มีให้เลือกหลายเฉดสี จึงไม่จำเป็นต้องใช้แสงสีขาวเสมอไป แต่อาจเลือกใช้แสงโทนอุ่น หรือ Warm Light เพื่อให้แสงดูนุ่มและสบายตามากขึ้น ไม่ทำให้ตาล้าเวลาขับรถ
ส่วนบางคนก็มองว่า แสงสีขาวมีข้อดีตรงที่ให้ความสว่างและมองเห็นเส้นทางได้ชัด แต่ถ้าต้องเจอกับฝนตกหนัก กลับรู้สึกว่าแสงสีส้มจะทำให้สบายตากว่า เพราะแสงสีขาวอาจสะท้อนกับเม็ดฝนจนเกิดแสงฟุ้ง ทำให้เห็นเม็ดฝนเด่นกว่าพื้นถนน หรือมองรถคันข้างหน้าได้ยากขึ้น
อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงก็คือ ระดับความสว่าง เพราะไม่ว่าจะเลือกใช้แสงสีไหน ก็ควรเหมาะกับการขับรถจริง ไม่สว่างจนแสบตาหรือรบกวนการมองเห็น แต่ก็ต้องสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นเส้นทางได้ชัดเจน และที่สำคัญคือควรติดครบทุกดวง เพื่อให้แสงสว่างมีความต่อเนื่องตลอดเส้นทาง
เพราะท้ายที่สุด แม้ว่าการเปลี่ยนมาใช้โคมไฟ LED จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ปีละหลายสิบล้านบาท แต่สำหรับคนที่ต้องใช้เส้นทาง ความสำคัญอาจไม่ใช่แค่เรื่องประหยัด แต่เป็นเรื่อง ความปลอดภัย แสงว่างบนถนนต้องช่วยให้มองเห็นเส้นทางได้ชัด ขับแล้วสบายตา และไม่รบกวนการมองเห็นตลอดการเดินทาง
ข้อมูลและรูปภาพจาก : dailynews.co.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com












