ตลาดรถเอ็มพีวีกลับมาคึกคักเมื่อค่ายรถญี่ปุ่นกลับมาทำตลาดอีกครั้งหลังหายไปนานกว่า 20 ปี นั่นก็คือ Honda STEP WGN และ Nissan Serena
และเมื่อ 2 รุ่นนี้มาขายทำให้ลูกค้ากลุ่มครอบครัวได้สัมผัสรถราคาไม่ต้องไปเอื้อมไกลถึง Toyota ALPHARD ครั้งนี้ Face 2 Face ขอจับมาประชันกันทั้ง Honda STEP WGN e:HEV รุ่น SPADA และ Nissan Serena e-Power รุ่น Highway Star มาเทียบกัน

Design & Exterior
Honda STEP WGN e:HEV รุ่น SPADA เท่ท้าทายแบบ Life Expander BOX เริ่มที่ไฟหน้า LED แบบ L-Shape พร้อมไฟเลี้ยว dynamic turn signals แบบ LED เข้ามาด้วยผสมผสานกับกระจังหน้าโครเมียมแบบ Satin-chrome ความพิเศษของตัวรถคือพื้นที่ชานต่ำในส่วนประตูสไลด์กับประตูท้ายสะดวกในการขึ้นลงและขนของได้ดีขึ้นกว่าเดิมเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ไฟท้าย LED แนวยาว และล้ออัลลอยลายเข้มสีเทา ขนาด 16 พร้อมยาง 205/60 R16


ด้าน Nissan Serena e-Power รุ่น Highway Star สปอร์ตทั้งคันด้วยกระจังหน้ารูปตัววี Next Generation V-Motion ดีไซน์เรียบง่ายพร้อมโลโก้ Nissan ไฟหน้า LED สามดวงแนวตั้งพร้อมปักชื่อ Serena บนขอบไฟหน้า มีไฟ DRL แบบ LED ชุดกันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอกหน้าดวงเล็กแบบ LED ชุดแต่งสีดำให้เลือกในตำแหน่งหลังคารถและกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
ด้านข้างติดตั้งที่เปิดประตูโครเมียมพร้อมประตูสไลด์เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าด้วยการแกว่งเท้าใต้ท้องรถเสา A มีกระจกขนาดเล็กแบบเดียวกับเจนที่แล้วครอบสีดำ ที่ครอบทับฝาท้ายส่วนบนกระจกท้ายเสา C กับ D แบบตัววี
ฝาท้ายแบบ DUAL BACK DOOR เปิดได้ 2 ส่วนทั้งครึ่งบานส่วนบนและทั้งบานเต็มๆ ติดตั้งคิ้วเล็กสีดำปะชื่อ Serena คิ้วใหญ่กรอบป้ายทะเบียนโครเมียม ติดตั้งกันชนหลังแผงทับทิมแนวตั้งและสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ไฟท้าย LED แนวตั้งแบบ Boomerang และล้ออัลลอยทูโทนขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 205/65 R16

Dimension

จากตารางดังกล่าวเห็นชัดเจนแล้วว่า Honda STEP WGN ได้เปรียบเกือบทุกส่วนทุกมิติอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะ ความยาวยาวกว่า Serena 64 มิลลิเมตร กว้างกว่าง Serena 37 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวกว่า 12 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น สูงกว่า 9 มิลลิเมตร หนักกว่า Serena 25 มิลลิเมตร ยกเว้นความสูงที่ Serena กินขาดสูงกว่า 30 มิลลิเมตร และถังน้ำมันความจุเท่ากัน

Interior & Convenience
STEP WGN e:HEV ออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายในทุกที่นั่งแบบ 3 ตอนทั้ง 7 ที่นั่ง จัดรูปแบบการจัดที่นั่งได้อย่างหลากหลายตามการใช้งาน สูงสุดถึง 15 รูปแบบด้วยเบาะโดยสารหนังสังเคราะห์แบบ Prime Smooth และเบาะผ้าเทคโนโลยี FABTECH อเนกประสงค์ ปรับได้หลากหลายรูปแบบเบาะนั่งแถว 2 แบบปรับแยกอิสระและปรับชิดเข้าหากันได้ พร้อมเบาะรองน่อง Ottoman เบาะนั่งแถว 3 ปรับพับ 60:40 พร้อมพับแบบแบนราบ พร้อมม่านบังแดด ประตูสไลด์คู่หน้า

คอนโซลหน้าใหม่ทันสมัย โดยเฉพาะช่องแอร์ลายรังผึ้งพร้อมมาตรวัดดิจิทัลแบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว และจอสัมผัสขนาดใหญ่ 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto ถาดอเนกประสงค์ ช่องเชื่อมต่อ USB 6 ตำแหน่ง (Type-C 5 ตำแหน่ง เเละ Type-A 1 ตำเเหน่ง)

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri-Zone พร้อมระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster ระบบแสดงระดับฝุ่น PM 2.5 ภายในห้องโดยสาร และ ช่องปรับอากาศสำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2 และ 3 ที่วางแก้วน้ำ 15 ตำแหน่ง เกียร์ไฟฟ้า

ด้าน Serena e-Power ทันสมัยสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัลมากขึ้น ด้วยหน้าจอ TFT 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูงให้ภาพคมชัด พร้อมกราฟิกเคลื่อนไหว 3 มิติ หน้าจอทัชสกรีน 12.3 นิ้ว เลือกแสดงผลเป็นภาษาไทยได้ พร้อมระบบ Nissan Connect ยังรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และลำโพง 6 จุด

เพิ่มความสะดวกสบายมากมาย อาทิ พื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่พร้อมช่องเก็บของใต้พื้นที่ด้านหลัง ที่วางแก้วมากถึง 17 จุด ช่องชาร์จ USB-C ทุกแถวที่นั่ง รวมทั้งยังมีช่องชาร์จแบบ Type A ในที่นั่งแถวหน้า และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย อีกทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 3 โซน พร้อมระบบฟอกอากาศ Plasmacluster ที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ภายในห้องโดยสารได้
มีปุ่มกดสำหรับเลือกตำแหน่งเกียร์ ใช้แทนการปรับคันเกียร์ มีไฟเรืองแสงช่วยให้เห็นชัดเจนแม้อยู่ในที่มืด รวมถึง N Hold Mode ที่ทำให้สามารถเข็นรถได้ง่าย รวมถึง เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Brake Hold ที่เสริมความสะดวกในการใช้งาน

เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำทั้ง 3 แถวที่ใช้โครงสร้าง Zero Gravity นั่งสบายแม้เดินทางไกล เบาะแถว 2 แบบ Captain Seat สามารถปรับแยกได้อย่างอิสระ พร้อมโต๊ะอเนกประสงค์แบบพับได้ ส่วนเบาะแถว 3 สามารถปรับเอน และพับเก็บได้แบบ 50/50 ปรับที่นั่งได้ถึง 13 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโหมดขนกระเป๋า โหมดเพิ่มพื้นที่ ช่วงขา โหมดปรับเบาะแถว 2 และ 3 ราบเป็นห้องนั่งเล่น ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัว พร้อมม่านบังแดด ประตูสไลด์คู่หน้าและ กระจกตอนที่ 3


Engine & Transmission

จากตารางดังกล่าวเห็นชัดเจนแล้วทั้ง 2 รุ่นมีความเด่นด้อยในแต่ละจุดแตกต่างกัน โดย STEP WGN e:HEV ให้ให้กำลังรวมด้านแรงม้ามากกว่า Serena e-Power ถึง 184 แรงม้า แรงบิดเท่ากัน แต่ขนาดความจุกระบอกสูบกลับมากกว่า Serena และความประหยัดเฉลี่ยตาม ECO Sticker กลับประหยัดกว่า Serena

โดย STEP WGN e:HEV เป็นฟูลไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson cycle รหัส LFA-H4 กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 175 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบต่อนาที ในภาคเครื่องยนต์
จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมมากสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 315 นิวตันเมตร ที่ 0-2,000 รอบต่อนาที และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด ระหว่าง EV Drive, Hybrid Drive Engine Drive และ Regeneration Mode – คืนพลังงานกลับสู่แบตเตอรี่
ส่วน Serena e-Power เป็นขุมพลังไฟฟ้าขยายระยะทางจากเบนซิน e-Power รหัส HR14Dde ขนาด 1.4 ลิตร ให้กำลังถึง 98 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 123 นิวตันเมตรที่ 5,600 รอบต่อนาทีในภาคเครื่องยนต์สำหรับปั่นไฟ
จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้ารุ่น EM 57 Synchronous Motor สำหรับการขับเคลื่อน ให้กำลังรวมสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,700-8,600 รอบต่อนาที แรงบิด 315 นิวตันเมตรที่ 0-3,600 รอบต่อนาที และแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ขนาด 1.77 kWh

มีรูปแบบการขับขี่ 3 โหมดหลัก ได้แก่ Standard mode ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัด, Sport mode ที่เน้นการตอบสนองรวดเร็ว ขับสนุกสไตล์สปอร์ต และ Eco Mode ที่เน้นการประหยัดพลังงาน ให้การขับขี่นุ่มนวล โดยมี ฟังก์ชัน B ที่เพิ่มแรงหน่วง หรือ ช่วยเบรก และเพิ่มการฟื้นฟูพลังงาน หรือ Regenerative รวมถึง EV mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือภายในแบตเตอรี่
ทางด้านช่วงล่างทั้งคู่ใช้ช่วงล่างหน้าแบบอิสระแม็คเฟอรสันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชันบีม และเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า

Safety & Feature

จากตารางด้านระบบความปลอดภัยในส่วนของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS พบว่า Nissan Serena e-Power ให้ข้าวของครบกว่า Honda STEP WGN e:HEV โดย STEP WGN ไม่มีกล้องมองภาพรอบคันแต่กล้องมองหลังให้ฟังก์ชัน ปรับมุมมอง 3 ระดับ ไม่มีเตือนมุมอับสายตาและเตือนการถอยหลัง กระจกมองหลังปรับแสงธรรมดา รวมถึงไม่มีระบบปลดล็อกอัตโนมัติเมื่อรีโมทเข้าใกล้ตัวรถแต่ให้ ไฟสองสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (ACL)
ในขณะที่ Serena ให้ครบกว่ารวมถึงกล้องมองภาพรอบคันติดตั้งเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติพร้อมกล้องส่องในกระจก
Model & Price
Honda STEP WGN e:HEV รุ่น SPADA ขายในราคา 1,780,000 บาท มาพร้อมสีภายนอก 4 สีทั้ง เน้นสีโมโนโทน สีดำทไวไลต์มิสต์ (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 14,000 บาท สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท และ สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
Nissan Serena e-Power รุ่น Highway Star ราคา 1,690,000 บาท มีสีภายนอก 6 สี ทั้งสีทูโทนหลังคาดำ 2 สี และสีโมโนโทน 4 สี ได้แก่ สีฟ้าเทอร์ควอยซ์บลู หลังคาดำ เพิ่ม 20,000 บาท สีขาวปริซึมไวท์หลังคาดำ เพิ่ม 20,000 บาท สีขาวปริซึมไวท์ เพิ่ม 12,000 บาท สีดำไดมอนด์แบล็ค สีเทากันเมทาลิก และสีเงินบริลเลียนท์ ซิลเวอร์ ในราคา 1,690,000 บาท

Verdict
ด้วยส่วนต่างเพียง 90,000 บาท กับ 2 เอ็มพีวีญี่ปุ่นที่มอบการใช้งานคล้ายๆกันด้วยการโดยสาร 7 ที่นั่ง อรรถประโยชน์ที่เอื้อความสบาย แม้ทั้งคู่มาในดีไซน์ทรงกล่องมาดเท่มาดสปอร์ตโดยตัวรถทาง STEP WGN ใหญ่กว่าเกือบทุกมิติ รวมถึงมีเบาะรองน่องแถวที่ 2 เบาะนั่งตอนที่ 3 พับแนวราบ ทำให้ทัศนวิสัยมองชัดขึ้นกว่า Serena ที่ต้องพับแขวนบดบังกระจก
แต่ระบบความปลอดภัยกลับตกม้าตายตรงที่ไม่มีไม่ว่าจะเป็นเตือนมุมอับสายตา BSM เตือนการถอยหลัง RCTA กล้องมองภาพกลับให้เป็นมองด้านหลัง รวมถึงฝาท้ายไม่มีระบบไฟฟ้าเปิด-ปิดอาจเป็นจุดที่ลูกค้าจะหันไปคบ Serena ซึ่งให้มากกว่า โดยเฉพาะประตูท้ายเปิดไฟฟ้าพร้อม Hand- Free และประตูท้ายสามารถเปิดได้ 2 ส่วน แต่ความประหยัดเมื่อใช้ ECO STICKER มาอ้างอิง STEP WGN ให้ความประหยัดมากกว่า Serena แม้ขุมพลังซีซีจะใหญ่กว่า Serena
แม้ศูนย์บริการ Honda กินขาดด้วยจำนวนศูนย์มากกว่า Nissan ถึง 222 แห่ง อุ่นใจได้ตลอดทุกการเดินทาง ด้วยการรับประกัน Honda STEP WGN e:HEV รับประกันคุณภาพรถใหม่ นาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) และยังสามารถอัพเกรดเพิ่มขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เพิ่มอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร แบบฟรีๆ รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ส่วน Nissan Serena e-Power มาพร้อมรับประกันตัวรถ 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร การรับประกันระบบขับเคลื่อน อี-พาวเวอร์ นาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และรับประกัน 10 ปี สำหรับแบตเตอรี่กำลังสูงในระบบ อี-พาวเวอร์ โดยไม่จำกัดระยะทาง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความชอบไม่ขอบของตัวคุณและการตัดสินใจจากครอบครัวคุณอาจเป็นตัวแปรในการเลือกเพื่อมาเป็นรถคู่ใจประจำครอบครัว งานนี้รักใครชอบใคร ตัดสินใจกันอย่างละเอียดและถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้ครอบครัวมาขุ่นเคืองกันภายหลัง















