เกือบ 2 เดือนที่ IONIQ 5 N LINE เวอร์ชันประกอบในประเทศเปิดขายด้วยราคา 1,399,000 บาท ซึ่งเป็นราคาพิเศษ Early Bird

จนได้รับการตอบรับอย่างดีล่าสุด ฮุนได ประกาศว่าราคาพิเศษ Early Bird เพียง 400 คันใกล้ครบจำนวนแล้วสำหรับ IONIQ 5 N LINE เวอร์ชันประกอบในไทยและเตรียมปรับขึ้นราคาอีก 50,000 บาท เป็น 1,449,000 บาท เพียง 200 คันเท่านั้น (ราคาปกติ 1,699,000 บาท)
ภายนอกออกแบบเพื่อให้ดูสปอร์ต
ด้วยดีไซน์ด้านหน้าอันเป็นเอกลักษณ์เพิ่มตรา N Line ที่มุมกระจังหน้าทรงทึบ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/45R20 ที่ออกแบบเฉพาะรุ่น N Line เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์
กันชนหน้า-หลังดีไซน์ต่างกันโดยเฉพาะกันชนหน้าเล่นระดับด้วยคิ้วสามจุดสีเงินทั้งมุมซ้าย-ขวา เส้นแนวนอนตรงกลางใต้ช่องระบายอากาศและคิ้วแนวยาวใต้กันชน สเกิร์ตด้านข้าง

กับเอกลักษณ์เดิมของ IONIQ 5 ด้วยด้านหน้ารถออกแบบเป็นรูปตัว V กระจังหน้าทรงปิดทึบ ฝากระโปรงหน้าแบบ Clamshell Bonnet มือเปิดประตูด้านข้างแบบซ่อนเก็บได้ในตัว จากฝีมือการออกแบบของ Giorgetto Giugiaro นักออกแบบชื่อดังชาวอิตาลี
เพื่อปลุกตำนานอันโด่งดังให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในวันนี้ด้วยไฟหน้า Parametric Pixel LED คู่รูปตัว U พร้อมโลโก้ Hyundai บนฝากระโปรง ด้านท้ายแพรวพราวด้วยไฟท้าย Parametric Pixel LED กับ หลังคา Vision Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า

ช่องระบายอากาศด้านหน้าแบบ Active Air Flap, กระจก Acoustic Glass, มือจับประตูแบบ Pop-up พร้อมเซนเซอร์ และประตูท้ายไฟฟ้าพร้อม Smart Power Tailgate พัฒนาจากแพลตฟอร์ม Hyundai E-GMP
- ความยาว 4,655 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,890 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,647 มิลลิเมตร
- ฐานล้อ 3,000 มิลลิเมตร
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 160 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 1,950 กิโลกรัม
ภายในสปอร์ตและสบายระดับพรีเมียม

มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเริ่มที่ เบาะหุ้มหนังแท้ พร้อมโลโก้ N จากเดิม เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Alcantara โดยเบาะผู้ขับขี่ปรับเอนนอนได้แบบ Zero Gravity ด้วยไฟฟ้าพร้อมที่พักขา
หน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ปรับฟังก์ชันการใช้งาน และเชื่อมต่อได้สะดวกและครบถ้วน ทั้งบนจอ และปุ่มกดเพื่อความสะดวกในการใช้งาน รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ช่วยให้การใช้งานระบบนำทาง เพลง โทรศัพท์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกโดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ
Hyundai Bluelink ครั้งแรกในไทย เชื่อมต่อรถผ่านสมาร์ตโฟน เพิ่มความสะดวกและความอุ่นใจ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เพิ่มทั้งความสะดวก ความปลอดภัย และความมั่นใจในชีวิตประจำวัน ผู้ใช้สามารถเปิดแอปเพื่อตรวจสอบความพร้อมของรถก่อนออกเดินทาง และระบบนำทางในจอรถยนต์

นอกนั้นคงเดิมทั้งภายในทูโทนสีดำเดินด้ายแดง ผ้าบุหลังคาหุ้มขึ้นรูปสีดำ พวงมาลัยหุ้มหนังฉลุลายพร้อมตะเข็บด้ายแดงดีไซน์ N เพิ่มบรรยากาศสปอร์ตด้วยคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกสีเงิน อะลูมิเนียม
เบาะหลังทำความร้อนได้ สามารถปรับให้ขยับไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ 5 นิ้ว ทำให้ผู้โดยสารมีพื้นที่กว้างขึ้นหรือใช้เก็บสัมภาระที่จำเป็นได้เยอะขึ้นด้วยพื้นที่บรรทุกของท้ายมากถึง 520 ลิตร และพับเบาะมีพื้นที่ขนของมากถึง 1,580 ลิตร

แผงหน้าปัดดีไซน์ N Line คอนโซลกลางแบบ Universal Island วางปุ่มควบคุมต่าง ๆ ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย พร้อมแท่นชาร์จไร้สายที่ย้ายมาตำแหน่งด้านบนของคอนโซลกลางเพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในทุกการเดินทาง
ช่องแอร์อยู่บนเสา B-pillars กับม่านบังแดดที่หน้าต่าง ประตูประดับด้วยไฟแบบ ambient lighting กระจายรอบทิศทาง ลำโพงที่ติดตั้งตรงที่พักแขน ส่วนคอนโซลตรงกลางมีที่ชาร์จ USB และช่องเสียบปลั๊กไฟสามารถเสียบปลั๊กต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้ได้เลย ด้านหน้า
มีหลังคาเปิดรับแสงแถมมีแบบ Solar Roof เพิ่มกำลังไฟฟ้าให้วิ่งไกลมากขึ้นได้ ชุดเครื่องหนังใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งวัสดุจากการรีไซเคิลด้วย มาตรวัดดิจิทัล Integrated display ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงข้อมูลต่างๆ เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลกจาก BOSE Premium Sound System with External Amplifier 8 ตำแหน่ง เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่มีคุณภาพภายในห้องโดยสาร
พร้อมระบบ Bluetooth, ช่อง USB-C สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ มัลติมีเดีย และระบบอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA หรือ Over-the-air ช่วยให้รถสามารถรองรับการปรับปรุงซอฟต์แวร์ในอนาคตได้สะดวกยิ่งขึ้น

ขุมพลังไฟฟ้าเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ขับเคลื่อนล้อหลังพร้อมเทคโนโลยีระบบส่งกำลังไฟฟ้า 800V ที่ล้ำสมัย ความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 84 kWh กำลังมากสุด 225 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุดต่อการชาร์จ 591 กิโลเมตร (NEDC) หรือ 530 กิโลเมตร (WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 7.5 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พร้อมหัวชาร์จแบบ Type 2(AC)/CCS2(DC) ชาร์จได้ทั้งแบบชาร์จช้ากระแสสลับ AC สูงสุด 10.5 kW ระยะเวลาในการชาร์จจาก 0-100% ภายในเวลา 7.35 ชั่วโมง ชาร์จเร็วกระแสตรง DC 350 kW Ultra-fast Charging สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ภายใน 18 นาทีเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Vehicle-to-Load หรือ V2L ที่สามารถจ่ายไฟจากรถไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.6 kW เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทางพักผ่อน หรือการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในสถานการณ์จำเป็น
ช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link พร้อม Damping Control System แบบ High Performance ช่วยเสริมความมั่นคงในการขับขี่
ขณะที่ระบบเบรกแบบ Ventilated Disc ทั้งหน้าและหลัง พร้อม Active Hydraulic Booster รองรับการทำงานร่วมกับระบบ Regenerative Braking โดยผู้ขับขี่สามารถปรับระดับการหน่วงพลังงานกลับได้ ผ่าน Paddle Shifters หลังพวงมาลัย จับคู่กับเกียร์ 1-Speed Front Dog Clutch พร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมดทั้ง Eco, Normal, Sport & Snow
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Hyundai Smart Sense 17 รายการ

- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชันหยุดและออกตัวตามรถคันหน้า Stop & Go Smart Cruise Control with Stop & Go Function (SCC w/S&G)
- ช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Forward Collision Avoidance Assist (FCA)
- เตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ทางแยก Forward Collision-avoidance Assist Junction Turning (FCA-JT)
- ช่วยรักษาตำแหน่งในช่องเดินรถ Lane Keeping Assist (LKA)
- ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Following Assist (LFA)
- เตือนและควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา Blind Spot Collision-Avoidance Assist (BCA)
- กล้องงมองภาพจุดอับสายตา Blind-spot View Monitor (BVM)
- ช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA)
- เตือนและหลีกเลี่ยงการชนขณะถอยจอดรถ Reverse Parking Collision-avoidance Assist (PCA)
- แสดงภาพรอบทิศทางอัจฉริยะ Surround View Monitor (SVM)
- เซนเซอร์กะระยะหน้า-ข้าง-หลัง Parking Distance Warning (PDW)
- ควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
- เตือนการเปิดประตูเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง Safe Exit Warning (SEW)
- เตือนอาการเหนื่อยล้าและเมื่อมีรถคันหน้าเคลื่อนที่ Driver Attention Warning (DAW)
- ใหม่!! เตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ Leading Vehicle Departure Alert (LVDA)
- ใหม่!! แจ้งเตือนให้เช็กผู้โดยสารด้านหลัง Rear Occupant Alert (ROA)
- ใหม่!! ช่วยจำกัดความเร็ว Speed Limit Assist (SLA)
พร้อมเสริมความมั่นใจด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกและควบคุมเสถียรภาพครบครัน อาทิ ABS, BAS, EBD, ESC, HAC, MCB, TPMS, TCS, VSM และ VESS ระบบจำลองเสียงเพื่อความปลอดภัยสำหรับคนเดินถนน

IONIQ 5 N Line เวอร์ชันประกอบไทยประกอบที่ โรงงานฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black Pearl, สีขาว Optic White และสีเทา Titan Gray Metallic สำหรับลูกค้าที่จองยังได้รับสิทธิประโยชน์หลังการขายครบครันทั้ง
- รับประกันคุณภาพรถยนต์ Warranty 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
- รับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง HV Battery Warranty นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน Roadside Assistance ระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมบริการยกรถฟรีไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดภายในระยะทาง 30 กิโลเมตร
- ฟรี Home Charger รับประกันนานถึง 3 ปี พร้อมฟรีค่าแรงติดตั้ง รับประกันนาน 1 ปี
นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้รับสิทธิ์ใช้งาน Hyundai Bluelink และ OTA ฟรี 3 ปีแรกนับจากวันออกรถ ยิ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของฮุนไดในการส่งมอบทั้งเทคโนโลยี ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยในทุกการเดินทาง และ ลูกค้าที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้าไว้ก่อนวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ยังได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
ติดตามข่าวสารยานยนต์ : car2day.com
Page Facebook : Car2Day
Youtube : youtube.com/@Car2day