กลับมาอีกครั้งในรอบ 11 ปี ของ ISUZU V-Cross 4×4 และครั้งแรกกับ ISUZU MU-X ที่นำขุมพลังเล็กพ่วงขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเสริมทางเลือก

ขายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาโดยมาใน ISUZU V-Cross 4×4 รุ่น 2.2 Z 4 ประตู เกียร์อัตโนมัติ และ ISUZU MU-X รุ่น RS และ ULTIMATE
ISUZU V-Cross 4×4 2.2 Z

ในร่าง 4 ประตู เท่ด้วย ชุดกระจังหน้าแบบ Multi-layer ดุดัน ทรงพลังเกินขีดจำกัดสีเทาไททาเนียมกับสีเทาเข้ม ไฟหน้า Bi-LED ดีไซน์พิเศษ โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสาย Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ที่ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยวอยู่ในโคมเดียวกัน
กรอบไฟตัดหมอกพร้อมไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens ชุดกันชนท้ายทรงสปอร์ต เท่ ทุกมุมมอง
ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีเงิน พร้อมยาง 265/60R18 จาก Bridgestone Dueler 684II HT เต็มอารมณ์สปอร์ต เท่ดุดันได้ใจสายลุยกับบันไดข้าง ราวหลังคาสีเงิน ฝาท้ายดีไซน์รูปตัว H พร้อมสปอยเลอร์ในตัวกระบะท้าย
ภายในเบาะนั่งสีดำเข้ม Z พร้อม COOLMAX ลดการสะสมความร้อนปรับสูงต่ำแบบธรรมดาฝั่งคนขับปรับ 8 ทิศทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มหนัง ชุดมาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอขนาดใหญ่ 7 นิ้ว Multitasking System เชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าจอ Integrated MID แสดงผลได้หลายฟังก์ชัน

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันปรับระดับได้ 4 ทิศทาง หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay Charging Socket แบบ USB-C ชาร์จได้รวดเร็วทั้งที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง
ระบบเสียงรอบทิศทาง 8 ลำโพง แบบ Dynamic Surround Sound แผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบ Semi Mode Control สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงระดับ PM 2.5 พร้อมช่องแอร์ด้านหลัง
ISUZU MU-X RS 4WD

ทรงพลังด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE พร้อมสะท้อนความพีคด้วยสัญลักษณ์ RS ด้วยวัสดุ Black Chrome ช่องระบายอากาศด้านข้าง Side Garnish
พร้อมสัญลักษณ์ RS โดดเด่นเท่สะดุดตาด้วยสี LIME GREEN หลังคาดำ Black Roof พร้อมราวหลังคาบิ๊วอิน มีเสาอากาศครีบฉลามสีดำ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว LED ปรับ-พับด้วยไฟฟ้าตกแต่งสีดำ ชุดกันชนหลังทรงเดิมออกแบบลิ้นสปอยเลอร์หลังใหม่และคิ้วชายล่างซ้ายขวามุมกันชนหลังพร้อมสัญลักษณ์ RS
คิ้วชายล่างตกแต่งสปอร์ตพร้อมบันไดข้าง คิ้วขอบล้อสีดำขนาดใหญ่แบบ Fender Garnish สปอร์ตด้วยล้ออัลลอย RS Design ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/50 R20 จาก Bridgestone Dueler 684II HT
ไฟหน้า Bi-LED แบบ Dynamic Blade มีไฟ Daytime แบบ LED ในตัวโคมไฟหน้า เร้าใจด้วยชุดกันชนหน้า แบบ Fighter Jet ดุดันพร้อม Air Curtain เพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ พร้อมไฟตัดหมอกหน้า LED สอดรับกับเส้นสายด้านข้างอันเป็นเอกลักษณ์เติมอารมณ์สปอร์ต

สบายยิ่งกว่าด้วยฝาท้าย Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor และหยุดเมื่อมีสิ่งกีดขวางด้วยระบบ Jam Protection พร้อมชุดกันชนหลังทรงเดิมออกแบบลิ้นสปอยเลอร์หลัง ไฟท้าย LED แบบ Dynamic Blade พร้อมผสานดีไซน์สปอร์ตของชุดไฟท้ายด้วยเส้น Embrace Line พร้อมการตกแต่งภายนอกเฉพาะรุ่น
ภายในยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พีคกว่าเดิมด้วยโทนสีดำ พร้อมตกแต่งด้วย Matte Silver Garnish เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตนั่งสบายโอบรับสรีระโดดเด่นด้วยการเดินด้ายสี LIME GREEN และสัญลักษณ์ RS บนหัวเบาะ เร้าใจด้วยบรรยากาศภายในด้วยไฟสร้างบรรยากาศสีแดง Red Ambient Light และคอนโซลสีดำดีไซน์ใหม่เหนือระดับทุกรายละเอียดตกแต่งด้วยสีเงิน Matte Silver
มาตรวัดเรืองแสง Integrated MID 7 นิ้ว เชื่อมต่อข้อมูลกับจอสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้วรองรับการใช้งานทั้งระบบเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay
แสดงผลหลายฟังก์ชันทั้งแสดงองศามุมปีนไต่ ลาดเอียง ทิศทางการเลี้ยวของล้อ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่หน้าจอ Integrated MID และ Infotainment Display ลุยได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นทั้งในมาตรวัดและจอสัมผัส
พร้อมลำโพงรวมทวิตเตอร์หน้า-หลัง 8 จุด พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านปรับได้ 4 ทิศทาง เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Brake Hold ความสะดวกสบายครบครันมี Ambient Light และ Dome Light หรูมีระดับ เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมช่องแอร์หลัง
Charging Station รองรับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าหลากหลาย ทั้ง USB Fast Charger Type C และช่องต่อ DC 12V

เบาะนั่งปรับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทางสำหรับคนขับและปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางสำหรับคนนั่ง เบาะกันความร้อนด้วย Cool MAX พร้อมเบาะนั่งตอนที่ 2 ปรับเอนได้ถึง 22 องศา พับได้ 60/40 แบบพับม้วนเดียวจบและเบาะนั่งตอน 3 สบายพับได้แบบ 50/50 พร้อมพื้นที่สัมภาระด้านท้ายมากถึง 311 ลิตร และพับเบาะตอน 3 มีพื้นที่ความจุมากถึง 1,119 ลิตร
และเมื่อพับตอน 2 กับตอน 3 ด้วยกันจะมีพื้นที่ความจุมากถึง 2,138 ลิตร มากที่สุดในรถระดับเดียวกัน พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 17 รายการ
Performance & Transmission

ขุมพลังดีเซลเทอร์โบแปรผันไฟฟ้า E-VGS 2.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) ภายใต้รหัส RZ4F-TC ให้พลังแรงเพิ่มขึ้นสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบต่อนาที ความจุกระบอกสูบ 2,164 (CC) ความกว้างกระบอกสูบxช่วงชัก 83×100 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด (ต่อ 1) เท่าเดิมคือ 15.9
หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง 250 MPa. พร้อม ECM แบบ MULTI-CORE ประสิทธิภาพสูง กับ E-VGS TURBO เทอร์โบแปรผันควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จากค่าย IHI กับรหัส V33Z ห้องเผาไหม้แบบ HIGH SWIRL เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้สมบูรณ์แบบ
ระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ HI-FLOW และชุดขับเคลื่อนเพลาลูกเบี้ยวด้วยเฟืองและโซ่เหล็กกล้า TIMING GEAR & CHAIN เอกลักษณ์อีกอันที่อยู่คู่กับ ISUZU มานาน

มาพร้อมระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ REV TRONIC ให้อัตราทดเกียร์ต่อเนื่องในทุกช่วงความเร็ว ให้ความประหยัดน้ำมันที่ความเร็วภายใต้รหัสลูกเกียร์ L-B500 ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-Time Terrain Command Rough Terrain Mode ช่วยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เบรกให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ มาพร้อมล็อกเฟืองท้าย Diff-Lock ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า สงวนเฉพาะรุ่น V-Cross 4×4
Handling & Ride

เล็กๆไม่ใหญ่ๆชอบคืองานถนัดของ ISUZU จัดอลังการงานสร้างด้วยการทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาทรีโนเวทสนามขับเคลื่อน 4 ล้อ ครั้งใหญ่ในรอบ 7 ปี พร้อมเปลี่ยนชื่อจาก ISUZU 4×4 LAND มาเป็น ISUZU 4×4 Experience โดยสนามแห่งนี้เป็นที่ฝึกทักษะการขับขี่ออฟโรดแบบครบวงจรที่สมบูรณ์แบบและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียจากการออกแบบของ NENDO ดีไซน์สตูดิโอระดับโลก
กับ 9 สถานีสุดโหดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ถ่ายทอดประสบการณ์ อันตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เสา และโทนสีแบบ Full Spectrum ภายใต้องค์ประกอบ 3 ประการคือ คือ เอียง (TILT) สูงชัน (HEIGHT) และพลัง (POWER) หวังสร้างประสบการณ์ และความทรงจำที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นได้
ครั้งแรกในรอบ 7 ปีที่ผู้เขียนไม่ได้มาสนามแห่งนี้ กลับมาครั้งนี้อยากเล่นอยากลุย ผ่านรถ 2 รุ่นเริ่มกันที่ ISUZU V-Cross 4×4 2.2 Z 4 ประตู เกียร์อัตโนมัติ ในการขับผ่านสนามนั้นใช้ 1 เกียร์ 1 หรือ D เข้าระบบ 4L ตลอดช่วงการขับขี่ผ่านสถานีแต่ละจุดที่ต้องการกำลังในการปีนป่าย กำลังดีแรงส่งต่อเนื่องแม้ต้องเค้นกำลังหนักไปบ้าง ไม่เหมือน 3.0 ที่ไม่ต้องเค้นมาก ตอบสนองค่อนข้างว่องไว

ถ้าทางลำบากที่ระบบขับ 4 ไม่สามารถผ่านไปได้ยังมี ระบบควบคุมการกระจายกำลังทุกช่วงความเร็วในเส้นทางขรุขระหรือ Rough Terrain Mode ทำงานคล้ายๆกับ Diff Lock ควบคุมการทำงานเครื่องยนต์และเบรกให้เหมาะสม ทำงานร่วมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรีหรือ TCS ถ้าเข้าหนึ่งในสามระบบขับเคลื่อน
ส่งกำลังไปยังล้อหลังหรือล้อทั้งสี่ในอัตราส่วน 50:50 หรือ 60:40 เมื่อล้อหลังข้างใดข้างหนึ่งเกิดตกหลุม ติดอยู่ในร่องดิน ร่องโคลนบางๆไปจนถึงร่องโคลนหนาๆ พื้นที่เต็มไปด้วยหิน เส้นทางที่ยากลำบากที่ต้องการแรงยึดเกาะมากขึ้นจนเกินกำลังที่ระบบขับเคลื่อนจะเข้าถึง
รอดจากอุปสรรคทางที่โหดข้ามไปไม่ได้ย่นระยะเวลาการผ่านทางโหดทุกรูปแบบให้ง่ายขึ้น และระบบนี้ใช้ได้ทั้ง 2H, 4 H และ 4L แล้ว ในส่วน 4L และสามารถใช้ร่วมกับ Diff-Lock
ไม่ว่าจะเป็นทางเนินสลับ ทางวิบากขรุขระ ลำธารหินสุดโหด เนินน้ำตกแบบขั้นบันได ทางแคบซิกแซกรูปตัว U และเนินเอียง 40 องศา ก็บ่ยั่นไปโลดง่าย ส่วนระบบควบคุมความเร็วขณะลงลาดชัน หรือ HDC จับอาการดีหน่วงดีแม่นยำ

แถมความมีจอแสดงองศามุมปีนไต่และทิศทางการเลี้ยวผ่านหน้าจอมาตรวัด Integrated MID และ และจอ Infotainment Display 8 นิ้ว เสียดายที่ว่ากล้องมองภาพรอบคันและแสดงใต้ท้องรถไว้มองเส้นทางลุยได้ง่ายนอกจากจะใช้มองจอดรถในที่แคบ ให้เฉพาะรุ่นท็อป 3.0 M เท่านั้น

และมาที่สนามลุยทางเรียบลุยโคลนแบบเฮฟวี่ๆก็ยังใช้รุ่น V-Cross 2.2 เช่นเดิม เริ่มที่เส้นทางตรง ซัดเหยียบไม่ยั้งพร้อมระบบ 4H ทำความเร็วได้ดีไม่พ้เครื่อง 3.0 เกียร์อัตโนมัติจาก AISIN 8 สปีด ด้วยอัตราทดเกียร์
- เกียร์ 1= 4.903
- เกียร์ 2 = 3.120
- เกียร์ 3 = 2.166
- เกียร์ 4 = 1.597
- เกียร์ 5 = 1.312
- เกียร์ 6 = 1.000
- เกียร์ 7 = 0.776
- เกียร์ 8 =0.651
- เกียร์ถอยหลัง = 4.050
- อัตราทดเฟืองท้าย=3.583 อัตราทดเกียร์ 4L/4H 2.482/1.000
เกียร์ลูกนี้ให้โอเวอร์ไดรฟ์ถึง 2 เกียร์นั่นคือ เกียร์ 7 กับ 8 ให้ความสมูทลื่นไหลการเปลี่ยนเกียร์ไม่กระตุกตอบสนองดีรักษารอบกำลังไม่ให้ลากมากเกินไปเพราะอัตราทดที่เยอะ
พวงมาลัยพาวเวอร์แม้จะเป็นไฮดรอลิกน้ำมันกลับเซตมาน้ำหนักเบา คุมง่าย เข้าโค้งมั่นใจช่วงล่างพื้นฐานด้านหน้าเป็นอิสระปีกนก 2 ชั้นคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงและแหนบแผ่นรูปครึ่งวงรี 3 แผ่น ใช้โช้กอัพแก๊สทั้งหน้าและหลังตอนทางเรียบนุ่มนวลเด้งบ้าง พอทางลุยกลับคุมรถได้ดี

รวมถึงระบบควบคุมการทรงตัว ESC และกันลื่นไถล TCS ไม่จับบ่อยสร้างความสนุกสนานตลอดการขับในสนาม ระบบเบรกทำงานดีคุมเบรกได้ทุกโค้งด้วยหม้อลมเบรกขนาดใหญ่รวมถึงดิสก์เบรกขนาดใหญ่ 320 มิลลิเมตรและด้านหลังดรัมเบรกส่งผลให้เบรกมั่นใจฉับไวไม่ไถลออกนอกโค้ง
ต้องอุทานดังๆอีกครั้งหลังจากขับที่สนามบุรีรัมย์เกือบ 2 ปีก่อนว่า เฮ้ย!! ไปทำอะไรมาถึงได้ขับสนุกโดยเฉพาะทางโคลนเละๆ ISUZU ทำรถได้ดีเพราะออกแบบรถคันนี้ตั้งแต่การจัดวางเครื่อง แชสซีส์ ช่วงล่าง ระบบพวงมาลัย และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดให้ความบาลานซ์สมดุลกันเป็นหนึ่งเดียว

มาที่ ISUZU MU-X RS 2.2 4WD แม้น้ำหนักรถจะมากขึ้นภาพรวมกำลังเครื่องให้ความกระฉับกระเฉงไม่แพ้เครื่อง 3.0 เลอะเปรอะเปื้อนด้วยโคลน ตลอดเส้นและเป็นเส้นเดียวกับที่ขับ V-Cross 4×4 ทุกโค้งสบายใจด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า (Electric Power Steering) น้ำหนักเบาสาวพวงมาลัยได้อย่างคล่องมือในยามความเร็วต่ำๆถึงกลางๆแต่จะเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอีกนิดในความเร็วสูง

ช่วงล่างในรุ่น RS เป็นคอยล์สปริงทั้ง 4 ล้อ ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น Double Wishbone และเหล็กกันโคลงช่วงล่างด้านหลังแบบ 5-Link Suspension ปรับใหม่พร้อม Stiff Flex โช้กอัพออกแบบใหม่ 4 ต้น ลดการสั่นสะเทือน ลดการโคลง เข้าโค้งคมขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น อาการเด้งน้อยลงกว่าเดิม ยิ่งลุยยิ่งมั่นใจขึ้นระบบควบคุมการทรงตัว ESC และกันลื่นไถล TCS ทำงานจับไม่บ่อยตอนเข้าโค้ง
Verdict

สำหรับสายลุยที่อยากได้รถขับเคลื่อน 4 ล้อที่เพียบพร้อมทรงประสิทธิภาพออปชันครบครันพอเพียง ISUZU MU-X 2.2 RS 4WD ตอบโจทย์ชัดเจนทั้งงานครอบครัวและงานส่วนตัวดีไซน์สปอร์ตหลังคาดำ ช่วงล่างดีขึ้นกว่าเดิม พวงมาลัยไฟฟ้าเบาแม่นยำ โดยที่ไม่ต้องไปหารุ่น 3.0 แม้ส่วนต่างห่างกัน 35,000 บาท ในราคา 1,724,000 บาท (สีขาวมุกเพิ่ม 12,000 บาท)

ส่วน ISUZU V-Cross 4×4 2.2 Z 4 ประตูเกียร์อัตโนมัติ แม้มาในเกรดรองท็อปตัดออปชันบางรายการเน้นหน้าตากึ่งดุกึ่งหรูด้วยชุดแต่งโครเมียม เบาะไม่ไฟฟ้า จอสัมผัสลดมาเหลือ 8 นิ้ว แอร์ไม่ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติเป็นแบบหมุน กุญแจแบบไขไม่ใช่ปุ่ม Push Start ไม่มี ADAS 17 รายการ
แต่พลัง 2.2 163 แรงม้า กลับสร้างพลังอันดุดันในทางเรียบแรงเหลือหลายแม้ทางลุยที่ไม่ต้องปีนป่ายสนุกมัน กำลังเครื่องมาต่อเนื่องไม่ขาดแต่ทางที่ต้องเค้นกำลังในทางโหดอาจด้อยไปบ้างเมื่อเทียบกับะพี่ใหญ่ 3.0 เกียร์ทำงานฉลาดรองรับทุกย่านความเร็วสนุกสนานเร้าใจ ในราคา 1,066,000 บาท (สีขาวมุกเพิ่ม 7,000 บาท)
เหล่าประชาคมอีซูซุทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่พึ่งมาจับแบรนด์นี้ใช้งานครั้งแรกไม่ลังเลที่จะเลือกเพราะของใหม่ย่อมดีเสมอสำหรับ ISUZU V-Cross 4×4 และ ISUZU MU-X RS 4WD 2.2 Ddi MAXFORCE










