กระทรวงคมนาคมเตรียมเดินหน้าผลักดัน นโยบายตั๋วร่วม เต็มรูปแบบ มีเป้าหมายคือลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ระยะแรกกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบเหมาจ่าย 17-45 บาทต่อเที่ยว คาดพร้อมเริ่มใช้ได้ครบทั้ง 8 สายช่วงต้นปี 2570 พร้อมวางแผนระดมทุนเพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าบางส่วนในอนาคต ก่อนต่อยอดสู่ระบบตั๋วร่วมที่เชื่อมโยงการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสาร ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
เตรียมเดินหน้าผลักดันงานคมนาคมเต็มรูปแบบ
ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากส่งต่อภารกิจกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ให้กับนายกรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงคมนาคมจะกลับมาให้ความสำคัญ พร้อมเร่งเดินหน้างานสำคัญของกระทรวงคมนาคมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะนโยบายตั๋วร่วม ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และการยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุและความสูญเสียบนท้องถนน
เร่งเสนอ ครม. ผลักดัน นโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว
นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งผลักดันนโยบายตั๋วร่วมให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัตินโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว
รวมทั้งการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง มาอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลยังติดข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ จึงยังไม่สามารถใช้งบประมาณเพื่อซื้อคืนรถไฟฟ้าจากผู้ประกอบการได้ทันที จึงต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางระดมทุนในรูปแบบที่ไม่กระทบต่อกรอบหนี้สาธารณะ ในลักษณะกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFFIF) ประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าที่ยังไม่หมดอายุ โดยคาดว่ากระบวนการระดมทุนจะต้องใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ปี

เฟสแรกตั้งเป้าใช้ได้ครบทั้ง 8 สายช่วงต้นปี 2570
ในระยะแรก กระทรวงคมนาคมจะทำเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยวก่อน โดยตั้งเป้าให้สามารถใช้งานได้ครบทั้ง 8 สายในช่วงต้นปี 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน
ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ระหว่างสรุปวงเงินชดเชยที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ประกอบการ เบื้องต้นจะใช้เงินจากกองทุนของ รฟม. ในการชดเชย นอกจากนี้ยังมีการเจรจากับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับภาครัฐ หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากนโยบายตั๋วร่วม
สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง ปัจจุบันยังไม่รองรับการชำระเงินผ่านบัตร EMV ซึ่งหากมีการโอนมาให้ รฟม. ทาง รฟม. จะเป็นผู้ลงทุนติดตั้งหัวอ่านระบบ เพื่อให้สามารถใช้ตั๋วร่วมได้
เฟส 2 ระดมทุนซื้อคืนสัมปทาน ปรับค่าโดยสารตามระยะทาง
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อระดมทุนได้ตามแผนแล้วจะเข้าสู่การดำเนินงานในระยะที่ 2 เพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สัมปทานเดิมหมดอายุ แต่สามารถเจรจาซื้ออายุสัมปทานที่เหลืออยู่กลับมาได้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจะเสร็จสิ้นภายในรัฐบาลชุดนี้ หรือไม่ เนื่องจากยังต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเงินทุนและกระบวนการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน
สำหรับรูปแบบค่าโดยสารในระยะที่ 2 จะเปลี่ยนมาเป็นการจัดเก็บตามโซนและระยะทางการเดินทาง โดยผู้โดยสารที่เดินทางระยะใกล้จะจ่ายในอัตราแบบหนึ่ง ส่วนผู้ที่เดินทางไกลกว่าก็จะจ่ายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินต่อภาครัฐจนเกินไป
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายระบบตั๋วร่วมไปยังรถโดยสารประจำทางและเรือโดยสารในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ครม. เดินหน้าระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม วันที่ 24 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติเดิมเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย และมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง จัดหาหน่วยงานที่เหมาะสมในการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง พร้อมเร่งออกกฎกระทรวงรองรับอัตราค่าโดยสารร่วมให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม. รับทราบ มีหลักการสำคัญคือ
- กำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยรวมค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมที่ 17 บาทไว้แล้ว
- พร้อมยกเลิกการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเดินทางข้ามสาย
- รองรับการชำระเงินผ่านบัตร EMV Contactless
- เตรียมกำหนดอัตราพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง
นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับโครงสร้างการบริหารรถไฟฟ้าทั้งระบบ โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล พร้อมดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง ตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อรองรับการบริหารระบบตั๋วร่วมในระยะยาว
ข้อมูลจาก : thairath.co.th, dailynews.co.th, fm91bkk.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com

