Home ข่าวสาร ข่าวคมนาคม ระบบตั๋วร่วม เตรียมเริ่มใช้ปี 2570 กฎหมายมีผลเดือน พ.ย. อนาคตเชื่อมรถ-เรือโดยสาร

ระบบตั๋วร่วม เตรียมเริ่มใช้ปี 2570 กฎหมายมีผลเดือน พ.ย. อนาคตเชื่อมรถ-เรือโดยสาร

0
ระบบตั๋วร่วม เตรียมเริ่มใช้ปี 2570 กฎหมายมีผลเดือน พ.ย. อนาคตเชื่อมรถ-เรือโดยสาร

คนกรุงเทพฯ และผู้ที่ต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในเขตปริมณฑล กำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ ระบบตั๋วร่วม หลัง สนข.เดินหน้าผลักดันระบบตั๋วร่วมให้เกิดขึ้นจริงตามกฎหมายใหม่ โดยตั้งเป้าเริ่มใช้กับรถไฟฟ้าทุกสายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมเริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมวางแผนขยายไปยังรถโดยสาร เรือโดยสาร และรถของ บขส. ในช่วงปี 2571-2573 เพื่อให้การเดินทางต่อหลายระบบสามารถจบได้ด้วยตั๋วใบเดียว

นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์
ภาพจาก : mgronline

กฎหมายตั๋วร่วมครบ 20 ฉบับ พ.ย. 2569

นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ตอนนี้ได้เดินหน้าขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568

โดยกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม จะมีผลบังคับใช้ครบทั้ง 20 ฉบับภายในเดือนพฤศจิกายน 2569

สำหรับเป้าหมายการเริ่มใช้ตั๋วร่วมตามมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมกับรถไฟฟ้าทุกสาย กำหนดให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

ซึ่งกำหนดอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นให้ไม่เกิน 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวการเดินทาง

หลังจากนั้นยังมีแผนขยายระบบตั๋วร่วมเพิ่มเติมในช่วงปี 2571-2573 ให้ครอบคลุมทั้ง

  • รถโดยสารประจำทาง
  • เรือโดยสาร
  • รถโดยสาร บขส.
ตั๋วร่วม
ภาพจาก : dailynews

ทั้งนี้ ผู้โดยสารจะสามารถใช้บัตร EMV และ Thai ABT (QR) ได้เต็มรูปแบบ หรือใช้ตั๋วใบเดียวเดินทางต่อเนื่องระหว่างรถไฟฟ้า รถประจำทาง เรือโดยสาร และ บขส. ทำให้สามารถเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างแต่ละระบบแบบไร้รอยต่อ

 

รฟม.เตรียมรับบทบริหารรถไฟฟ้า

ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ได้กำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียวที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม

โดยแผนการโอนจะครอบคลุมทั้ง

  • รถไฟฟ้าสายสีเขียว
  • รถไฟฟ้าสายสีทอง
  • รถไฟฟ้าสายสีแดง
  • รายได้และภาระหนี้สิน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันขั้นตอนการโอนย้ายยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) แจ้งว่าจะมีการเสนอต่อสภา กทม. เพื่อพิจารณาภายในเดือนกันยายนนี้

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งเป็นโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีรายละเอียดแตกต่างออกไป

เนื่องจากตามพระราชบัญญัติการรถไฟฯ ระบุว่า ทรัพย์สินของการรถไฟไม่สามารถโอนได้

ทำให้ รฟท.ยังคงเป็นเจ้าของโครงการรถไฟสายสีแดงและแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ต่อไป

แต่จะใช้วิธีโอนสิทธิ์การบริหารจัดการให้ รฟม.เข้ามาดูแลแทน ทั้งการเดินรถ การจัดเก็บรายได้ และการซ่อมบำรุง

เร่งคุยผู้ให้บริการ คำนวณเงินชดเชย

ก่อนหน้านี้ สนข.ได้มอบหมายให้ รฟม. และ กทม.เจรจากับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าในแต่ละสาย เพื่อคำนวณว่า หากใช้อัตราค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว แต่ละสายจะต้องได้รับเงินชดเชยเท่าไร

โดยข้อมูลส่วนนี้จะถูกนำไปใช้กำหนดกรอบการชดเชยในกองทุนตั๋วร่วม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบชดเชยประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี

แต่เนื่องจากกองทุนตั๋วร่วมของ สนข. ยังไม่มีเงินสะสม จึงมีแผนเตรียมเสนอ ครม. เพื่อขอใช้งบกลางสำหรับเป็นงบชดเชย

ส่วนอีกแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือการยืมเงินจาก รฟม.เข้ามาในกองทุนตั๋วร่วม เพื่อรองรับการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นของระบบ

ข้อมูลจาก : mgronline.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com