ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายเริ่มมีการออกแบบห้องโดยสารในสไตล์มินิมอลมากขึ้น โดยลดปุ่มกดจริงให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมย้ายการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ไปไว้บนหน้าจอสัมผัสแทบทั้งหมด แต่ดูเหมือนว่า ตอนนี้ Mercedes-Benz กำลังจะสวนกระแส พร้อมยอมรับว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้มากเกินความจำเป็น อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้า ทำให้ Mercedes-Benz เตรียมดึงปุ่มกดจริงกลับมาใช้ สำหรับฟังก์ชันสำคัญ แต่ยังคงให้หน้าจอขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในห้องโดยสารของรถรุ่นใหม่เหมือนเดิม
Mercedes-Benz เตรียมดึงปุ่มกดจริงกลับมาใช้
แม้ว่ารถของ Mercedes-Benz หลายรุ่นในปัจจุบันจะมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ที่พาดยาวเต็มแผงคอนโซลหน้า
แต่ล่าสุด Ola Källenius ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Mercedes-Benz ได้เปิดเผยกับสื่ออังกฤษ Autocar ว่า บริษัทกำลังทบทวนแนวทางการออกแบบห้องโดยสาร หลังจากที่ผ่านมามีการปรับรูปแบบลดปุ่มกดจริง แล้วหันไปใช้หน้าจอสัมผัส ปุ่มสัมผัสแบบ Capacitive และระบบสั่งงานด้วยเสียงมากขึ้น
โดยยอมรับว่า บางครั้งบริษัทอาจให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็น จนลืมสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ
“บางครั้งเราก็เดินเร็วเกินไป นำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพื่อเทคโนโลยี และอาจลืมนึกถึงลูกค้าไปบ้าง” Källenius กล่าว
พร้อมยืนยันว่า จากนี้ไป Mercedes-Benz จะเริ่มนำปุ่มกดจริงที่เหมาะสมกลับมาใช้งานอีกครั้ง
ผ่านไป 10 ปี ถึงรู้ว่าาปุ่มจริงก็ยังสำคัญ
สำหรับหลายคน เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการใช้งานหน้าจอสัมผัสระหว่างขับรถ โดยเฉพาะบนถนนที่ขรุขระ ผู้ขับขี่อาจต้องละสายตาจากถนนเพื่อกดเมนูบนหน้าจอ ต่างจากปุ่มกดจริงที่สามารถคลำหาและใช้งานได้โดยแทบไม่ต้องมอง
ย้อนกลับไปก่อนหน้า Mercedes-Benz เริ่มนำแผงสัมผัสบนพวงมาลัยมาใช้ครั้งแรกกับ E-Class ในปี 2016 ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ปุ่มสัมผัสแบบ Capacitive อย่างเต็มรูปแบบในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่แบรนด์ค่อยๆ ลดบทบาทของปุ่มกดจริงภายในห้องโดยสารลงอย่างต่อเนื่อง
แต่กว่าบริษัทจะยอมรับว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงต้องการปุ่มกดจริงสำหรับฟังก์ชันสำคัญ ก็ใช้เวลานานเกือบ 10 ปี
ความปลอดภัย เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ปุ่มกดเตรียมกลับมา
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Mercedes-Benz รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์หลายค่าย เริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับปุ่มกดจริงอีกครั้ง คือเรื่องของความปลอดภัยในการขับขี่
โดยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายแบรนด์ดัง เช่น
- Volkswagen
- Hyundai
- Subaru
ต่างก็เริ่มยอมรับกันว่า การย้ายทุกฟังก์ชันไปไว้บนหน้าจอสัมผัส อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะการกดเมนูบนหน้าจอทำให้ผู้ขับต้องละสายตาจากถนน ซึ่งจะทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้ามีความช้าลง เมื่อเทียบกับการกดปุ่มจริงที่สามารถใช้งานได้โดยแทบไม่ต้องหันไปมอง
นอกจากนี้ Euro NCAP ยังเตรียมมีการปรับเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยรถยนต์ โดยกำหนดให้รถยนต์รุ่นใหม่ต้องมีปุ่มกดจริงสำหรับฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้งานบ่อย เช่น
- ไฟฉุกเฉิน
- ไฟเลี้ยว
- ระบบปัดน้ำฝน
โดยจะกลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญสำหรับการให้คะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น
ส่วนประเทศจีนก็กำลังมีความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ด้วยการกำหนดให้รถยนต์ต้องมีปุ่มควบคุมจริงสำหรับฟังก์ชันสำคัญบางรายการ ตามข้อกำหนดด้านกฎหมาย
ปุ่มจริงกำลังกลับมา แต่หน้าจอใหญ่ยังอยู่
แม้ Mercedes-Benz จะเตรียมนำปุ่มกดจริงกลับมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะลดบทบาทของหน้าจอขนาดใหญ่ลง โดยคาดว่าในอนาคต รถรุ่นใหม่ของแบรนด์จะยังคงใช้ระบบ Superscreen และ Hyperscreen ต่อไป แต่จะเพิ่มปุ่มกดจริงสำหรับฟังก์ชันที่ใช้งานบ่อยเข้ามาควบคู่กัน
โดย CEO ของแบรนด์ ระบุว่า ตอนนี้ไม่สามารถตอบได้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เดินมาถึงจุดสูงสุดของการใช้หน้าจอแล้วหรือยัง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดในตอนนี้ คือรถยนต์มีปุ่มกดน้อยเกินไป
ฟังก์ชันพื้นฐานที่มีแนวโน้มกลับมาใช้ปุ่มกดจริง ได้แก่
- ระบบปรับอุณหภูมิและความแรงพัดลม
- ระบบควบคุมเครื่องเสียง
- การเลือกโหมดการขับขี่
- ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย
ดังนั้น สิ่งที่ Mercedes-Benz ต้องการแก้ไขหลังจากนี้ ไม่ใช่การลดบทบาทของหน้าจอขนาดใหญ่ แต่เป็นการนำปุ่มกดจริงที่จำเป็นกลับมา เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
ห้องโดยสารรุ่นใหม่ ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz ทยอยย้ายระบบควบคุมต่างๆ ไปไว้บนหน้าจอสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ โหมดการขับขี่ หรือแม้แต่ระบบปรับเบาะบางส่วน ทำให้ปุ่มกดจริงภายในห้องโดยสารเหลือน้อยลง
โดยรถที่เตรียมเปิดตัวในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น S-Class รุ่นปรับโฉม, CLA ใหม่, GLA ใหม่ และ GLC EV รุ่นใหม่ล่าสุด ยังคงใช้แนวทางการออกแบบที่เน้นการควบคุมผ่านหน้าจอเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม คาดว่าความเปลี่ยนแปลงจริงๆ จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดย Mercedes-Benz จะเริ่มปรับแนวทางการออกแบบบางส่วน ด้วยการยกเลิกปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยแบบระบบสัมผัส และเปลี่ยนกลับมาใช้ปุ่มกดพร้อมลูกกลิ้งที่ควบคุมได้แม่นยำกว่าแทน แต่การปรับรูปแบบห้องโดยสารให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นของแบรนด์ ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เนื่องจากรถแต่ละรุ่นมีรอบการพัฒนาและการปรับโฉมที่แตกต่างกัน
ข้อมูลจาก :drive.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com


