หลังจากเผชิญภาวะขาดทุนและปรับลดเป้าหมายหลายครั้ง ในที่สุด Nissan พลิกกลับมามีกำไร ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 จากยอดขายที่เริ่มฟื้นตัวในบางตลาด โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น แต่ยังต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงในจีน และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง
พลิกจากขาดทุน กลับมามีกำไรในไตรมาสแรก
Nissan Motor Co. หรือ นิสสัน เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 (เมษายน – มิถุนายน 2569) โดยมีรายละเอียดดังนี้
- รายได้รวม : 2.9642 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 9.5% จาก 2.7069 ล้านล้านเยนในช่วงเดียวกันของปีก่อน
- กำไรจากการดำเนินงาน : 77,900 ล้านเยน พลิกจากผลขาดทุน 79,100 ล้านเยน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
- อัตรากำไรจากการดำเนินงาน : เพิ่มจาก -2.9% เป็น 2.6%
- กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ : 3,800 ล้านเยน พลิกจากการขาดทุนสุทธิ 115,800 ล้านเยนในไตรมาสแรกของปีก่อน
- กำไรก่อนรายการพิเศษ (Ordinary Profit) : 49,100 ล้านเยน จากเดิมที่ขาดทุน 109,200 ล้านเยน
แผน Re:Nissan เริ่มเห็นผล ลดต้นทุนได้กว่า 6 หมื่นล้านเยน
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผลประกอบการดีขึ้น คือมาตรการลดต้นทุนจากแผน Re:Nissan ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 60,000 ล้านเยนในไตรมาสแรก
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับแรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง แต่ยังมีอุปสรรคจากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ทั่วโลก
Ivan Espinosa ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Nissan ระบุว่า ตอนนี้มาตรการลดต้นทุนกำลังเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย และเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยบริษัทยังคงรับมือกับความผันผวนของตลาด พร้อมกับต้องเร่งสร้างการเติบโตในตลาดที่ยังมีศักยภาพ
ตลาดต่างประเทศมีความแตกต่าง ศึกหนักยังอยู่ที่จีน
สำหรับในช่วงไตรมาสแรก นิสสันมียอดขายปลีกทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 701,000 คัน ลดลงเพียง 0.9% จากปีก่อน
โดยตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัท ทำยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง และตลาดญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในตลาดจีนยังคงมีอุปสรรคที่สำคัญจากผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในประเทศที่เร่งเปิดตัวรถรุ่นใหม่และมีการแข่งขันด้านราคาที่ค่อนข้างหนัก ทำให้ยอดขายของนิสสันในตลาดจีนลดลงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Leaf และ Infiniti ที่ต้องแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์จากจีนที่ตอนนี้มาแรง และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
ปรับแผนรับมือ ลดเป้ายอดขายทั้งปี
จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน รวมถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ทำให้นิสสันตัดสินใจปรับลดเป้าหมายยอดขายทั่วโลกของปีงบประมาณ 2569
จากเดิมบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 3.30 ล้านคัน แต่ล่าสุดมีการปรับลดลงเหลือ 3.15 ล้านคัน ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขายที่ทำได้ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากไม่นับรวมตลาดจีน บริษัทคาดว่ายอดขายในตลาดอื่นยังมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแผนต่อไปคือเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ พร้อมเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อน e-POWER ในหลายประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการทำตลาดด้วยโปรโมชั่นลดราคา
ตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อาจสร้างผลกระทบ
นอกจากตลาดจีนแล้ว อีกเรื่องที่นิสสันต้องจับตา คือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังเหตุการณ์ในอิหร่านสร้างผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกรถยนต์จากญี่ปุ่น
ที่สำคัญ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ แม้อัตราภาษีจะลดลงจาก 27.5% เหลือ 15% แต่ก็ยังสูงกว่าระดับเดิมที่ 2.5% ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
รวมถึงอีกหนึ่งอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.1 แมกนิจูด ที่จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้สายการผลิตบางส่วนต้องหยุดชั่วคราว
นิสสันระบุว่า ไม่มีพนักงานได้รับบาดเจ็บ และโรงงานของบริษัทรวมถึงพันธมิตรไม่ได้รับความเสียหาย แต่คาดว่าเหตุการณ์นี้ก็ส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ประมาณ 5,000 คัน ก่อนสายการผลิตจะกลับมาดำเนินงานตามปกติ
ยังคงเป้าหมายกำไรทั้งปี แม้ความท้าทายยังไม่หมด
แม้บริษัทจะปรับลดเป้ายอดขาย แต่ยังคงประเมินผลประกอบการทั้งปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2570) ไว้ตามเดิม โดยมีรายละเอียดคือ
- ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 13 ล้านล้านเยน
- ตั้งเป้ากำไรจากการดำเนินงานไว้ที่ 200,000 ล้านเยน
- ตั้งเป้ากำไรสุทธิไว้ที่ 20,000 ล้านเยน
ทั้งนี้ CEO ของนิสสัน ย้ำว่า เป้าหมายของบริษัทยังคงเหมือนเดิม คือการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เพิ่มความสามารถในการทำกำไร สร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และพัฒนาธุรกิจให้มีความมั่นคงในระยะยาว
การกลับมามีกำไรในไตรมาสแรกจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูบริษัท หลังจากที่ขาดทุนต่อเนื่องมาตลอด 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมา และยังต้องเจอกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลจาก : japantoday.com, thairath.co.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com


