กระทรวงคมนาคมเตรียมเดินหน้าโครงการ เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV ตั้งเป้าลดการใช้น้ำมัน ลดต้นทุนการเดินทาง และลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ พร้อมยกระดับความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากรถสาธารณะจำนวนมากยังมีสภาพเก่าและจำเป็นต้องหันมาใช้พลังงานสะอาด
แผนใหม่ เตรียมดัน 7 กลุ่มรถสาธารณะ เปลี่ยน EV
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถที่ให้บริการประชาชนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ลดต้นทุนการเดินทาง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน
โดยมองว่าบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีและเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถเข้ามาทดแทนเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูง ทำให้ภาครัฐต้องการสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถที่ประชาชนใช้บริการมาเป็น EV มากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะมุ่งเป้าไปที่รถ 7 กลุ่ม ที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ได้แก่
- รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวม 29,905 คัน
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ 68,491 คัน
- รถยนต์สามล้อรับจ้าง 15,834 คัน
- รถโดยสารประจำทาง 12,976 คัน
- รถโดยสารไม่ประจำทาง 11,105 คัน
- รถรับจ้างรับส่งนักเรียน 4,829 คัน
- รถบรรทุกขนส่ง 497,134 คัน
ส่วนรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะยังไม่รวมอยู่ในโครงการนี้ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีการจัดสรรงบประมาณปกติสำหรับรถใหม่ 1,520 คันแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้รับรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคม 2570 และมีแผนขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปี 2571 เพื่อเปลี่ยนรถ ขสมก. เป็น EV ทั้งระบบ
เข้าร่วมโครงการเยอะ คาร์บอนยิ่งลด
สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มองว่าถ้ามีผู้เข้าร่วมโครงการ 50% หรือประมาณ 81,567 คัน อาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 244,015 ตันต่อปี
ส่วนกรณีที่มีรถเข้าร่วมโครงการ 153,140 คัน จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 419,800 ตันต่อปี
นอกจากเรื่องการลดมลพิษแล้ว ยังมองว่าหากดำเนินการตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอ จะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 212 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้อีกด้วย
ทั้งนี้ เป้าหมายของโครงการไม่ได้มีแค่การเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสารด้วย
สาเหตุสำคัญคือรถโดยสารสาธารณะส่วนหนึ่งมีสภาพที่ค่อนข้างเก่า ซึ่งอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ การเปลี่ยนรถใหม่จึงเป็นอีกส่วนที่อาจช่วยยกระดับคุณภาพการเดินทางของประชาชนให้ดีกว่าเดิม
โครงการยังเดินหน้าไม่ได้ทันที
สำหรับความเร่งด่วนของโครงการ กระทรวงคมนาคมชี้แจงว่า ได้จัดทำโครงการและเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาในกระบวนการต่างๆ รวมถึงรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้การดำเนินการยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที
พร้อมยืนยันว่า เงินก้อนนี้จะไม่ถูกนำไปใช้กับโครงการก่อสร้าง หรือจัดซื้อจากผู้รับเหมารายใดโดยเฉพาะ แต่จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้สิทธิ์ เปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถ EV ได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ ยังขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน พร้อมเดินหน้าโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะมาใช้พลังงานไฟฟ้า และลดภาระต้นทุนของประชาชนในระยะยาว
ข้อมูลจาก : NBT Connext
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com

