Home ข่าวสาร ข่าวคมนาคม รัฐเตรียมแผน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV คาดลดการใช้น้ำมันได้ 212 ล้านลิตรต่อปี

รัฐเตรียมแผน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV คาดลดการใช้น้ำมันได้ 212 ล้านลิตรต่อปี

0
รัฐเตรียมแผน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV คาดลดการใช้น้ำมันได้ 212 ล้านลิตรต่อปี

กระทรวงคมนาคมเตรียมเดินหน้าโครงการ เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV ตั้งเป้าลดการใช้น้ำมัน ลดต้นทุนการเดินทาง และลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ พร้อมยกระดับความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากรถสาธารณะจำนวนมากยังมีสภาพเก่าและจำเป็นต้องหันมาใช้พลังงานสะอาด

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

แผนใหม่ เตรียมดัน 7 กลุ่มรถสาธารณะ เปลี่ยน EV

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถที่ให้บริการประชาชนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ลดต้นทุนการเดินทาง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน 

โดยมองว่าบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน 

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีและเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถเข้ามาทดแทนเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูง ทำให้ภาครัฐต้องการสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถที่ประชาชนใช้บริการมาเป็น EV มากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะมุ่งเป้าไปที่รถ 7 กลุ่ม ที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ได้แก่

  1. รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวม 29,905 คัน
  2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ 68,491 คัน
  3. รถยนต์สามล้อรับจ้าง 15,834 คัน
  4. รถโดยสารประจำทาง 12,976 คัน
  5. รถโดยสารไม่ประจำทาง 11,105 คัน
  6. รถรับจ้างรับส่งนักเรียน 4,829 คัน
  7. รถบรรทุกขนส่ง 497,134 คัน

ส่วนรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะยังไม่รวมอยู่ในโครงการนี้ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีการจัดสรรงบประมาณปกติสำหรับรถใหม่ 1,520 คันแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้รับรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคม 2570 และมีแผนขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปี 2571 เพื่อเปลี่ยนรถ ขสมก. เป็น EV ทั้งระบบ

เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น ไฟฟ้า

เข้าร่วมโครงการเยอะ คาร์บอนยิ่งลด

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มองว่าถ้ามีผู้เข้าร่วมโครงการ 50% หรือประมาณ 81,567 คัน อาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 244,015 ตันต่อปี

ส่วนกรณีที่มีรถเข้าร่วมโครงการ 153,140 คัน จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 419,800 ตันต่อปี

นอกจากเรื่องการลดมลพิษแล้ว ยังมองว่าหากดำเนินการตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอ จะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 212 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้อีกด้วย

ทั้งนี้ เป้าหมายของโครงการไม่ได้มีแค่การเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสารด้วย

สาเหตุสำคัญคือรถโดยสารสาธารณะส่วนหนึ่งมีสภาพที่ค่อนข้างเก่า ซึ่งอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ การเปลี่ยนรถใหม่จึงเป็นอีกส่วนที่อาจช่วยยกระดับคุณภาพการเดินทางของประชาชนให้ดีกว่าเดิม

 

โครงการยังเดินหน้าไม่ได้ทันที

สำหรับความเร่งด่วนของโครงการ กระทรวงคมนาคมชี้แจงว่า ได้จัดทำโครงการและเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาในกระบวนการต่างๆ รวมถึงรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้การดำเนินการยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที

พร้อมยืนยันว่า เงินก้อนนี้จะไม่ถูกนำไปใช้กับโครงการก่อสร้าง หรือจัดซื้อจากผู้รับเหมารายใดโดยเฉพาะ แต่จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้สิทธิ์ เปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถ EV ได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้ ยังขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน พร้อมเดินหน้าโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะมาใช้พลังงานไฟฟ้า และลดภาระต้นทุนของประชาชนในระยะยาว

 

ข้อมูลจาก : NBT Connext

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com