ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เมื่อ Tesla บริษัทผู้ครองตำแหน่งผู้นำ EV โลกมายาวนาน ต้องเสียบัลลังก์ให้กับคู่แข่งจากจีนอย่าง BYD เป็นครั้งแรก จากผลประกาศตัวเลขยอดขายทั่วโลกประจำปี 2568
Tesla เสียแชมป์ ยอดขาย EV
บริษัท เทสลา อิงค์ (Tesla) เสียแชมป์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อันดับ 1 ของโลกให้กับบริษัทจากจีน อย่าง บีวายดี (BYD) หลังยอดขายรวมรายปี ลดลงติดจ่อกัน 2 ปี
ก่อนหน้านี้ BYD เคยสร้างปรากฎการณ์ในปี 2567 ที่ทำยอดขายไล่จี้ Tesla ติด ๆ มาแล้ว โดยสามารถทำยอดขาย แซงหน้าได้ในไตรมาสที่ 4 แต่ภาพรวมทั้งปียังคงตามหลังอยู่เล็กน้อย
รายงานจาก Reuters และ Bloomberg ระบุว่า Tesla มียอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.64 ล้านคัน ลดลงราว 8.6% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ทำได้ประมาณ 1.79 ล้านคันลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
ซึ่งตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จาก Visible Alpha และ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยเฉพาะใน ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ Tesla ส่งมอบรถยนต์ได้ประมาณ 418,000 คัน ลดลงถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างแรงกดดันต่อภาพรวมทั้งปี
นอกจากนี้ สื่ออย่าง AP News วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหลักที่กดดันยอดขายของ Tesla มาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก รวมถึงการสิ้นสุดหรือปรับลดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านเครดิตภาษีในสหรัฐอเมริกา
BYD ขึ้นแท่นผู้นำใหม่ EV
สำหรับ BYD จากรายงานของสื่อต่างประเทศระบุว่า บริษัทสามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ในปี 2568 ได้เกือบ 2.26 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 25–28% ซึ่งถือว่าสูงกว่า Tesla อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ถ้านับรวมยอดขายในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ (NEV) ที่รวมทั้งรถไฟฟ้าล้วน (BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะเห็นว่า BYD มียอดขายรวมสูงกว่า 4.55 ล้านคันทั่วโลก แสดงให้เห็นศักยภาพของบริษัทในระดับโลกได้อย่างแท้จริง
สรุปตัวเลขยอดขาย EV โลก Tesla vs BYD ปี 2568
(ตัวเลขต่อไปนี้เป็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV เท่านั้น)
- Tesla (สหรัฐอเมริกา)
ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BEV จำนวนประมาณ 1,636,000 คัน
ลดลงประมาณ 8.6–9% จากปี 2568
หล่นมาอยู่อันดับ 2 ของโลก - BYD (จีน)
ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BEV จำนวนประมาณ 2,256,714 คัน
เติบโตประมาณ +28% จากปี 2568
ขึ้นแท่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV อันดับ 1 ของโลก
ทำไม Tesla ถึงเสียแชมป์ EV โลก?
ยอดขายชะลอตัวในตลาดหลัก
หยึ่งในสาเหตุหลัก ที่ Tesla เสียแชมป์ EV โลก เพราะต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในตลาดหลักอย่าง สหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ตลาดยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย มียอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคากับแบรนด์จีนและค่ายรถยุโรป ทำให้ Tesla ต้องปรับลดราคาหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรโดยตรง
ปัจจัยด้านนโยบายและแรงจูงใจ
การสิ้นสุดหรือปรับลดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครดิตภาษีในสหรัฐฯ ทำให้ความต้องการซื้อรถ EV ชะลอตัวในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป
การแข่งขันที่เปลี่ยนรูปแบบ
ตลาด EV ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่รวมไปถึง ราคา ความคุ้มค่า และความหลากหลายของรุ่นรถด้วย ซึ่งเป็นจุดที่ Tesla เริ่มเสียเปรียบเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่น
ทำไม BYD ถึงขึ้นแท่น เป็นแชมป์โลก
กลยุทธ์ครบวงจร
BYD เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและพัฒนาเทคโนโลยีได้เอง
สินค้าครอบคลุมทุกรูปแบบ
BYD มีไลน์อัปที่หลากหลายกว่า Tesla อย่างชัดเจน ตั้งแต่รถไฟฟ้าราคาประหยัด รถครอบครัว ไปจนถึงรถระดับพรีเมียมและรถเพื่อการพาณิชย์
การขยายตลาดนอกจีนอย่างรวดเร็ว
- ยุโรป : ขยายตลาดในหลายประเทศ แม้ต้องเผชิญมาตรการภาษี
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของภูมิภาค
- ละตินอเมริกา และออสเตรเลีย : มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง
สรุปตารางอันดับโลก EV (BEV) ปี 2568 (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานยอดขายประจำปีและนักวิเคราะห์อุตสาหกรรม)
| อันดับ | ค่ายรถยนต์ | ยอดขาย BEV (ล้านคัน) |
หมายเหตุ |
| 1 | BYD | 2.26 | ขึ้นแท่นเบอร์ 1 โลกอย่างเป็นทางการ |
| 2 | Tesla | 1.64 | ยอดขายลดลงติดต่อกันเป็นปีที่สอง |
| 3 | Volkswagen Group | 0.85 – 0.90 | ฟื้นตัวจากรุ่น ID Series ในยุโรป |
| 4 | Geely Group | 0.70 – 0.75 | เติบโตจากแบรนด์ Zeekr และ Volvo |
| 5 | Xiaomi | 0.45 – 0.51 | น้องใหม่มาแรง! สร้างสถิติส่งมอบ SU7 ถล่มทลาย |
มุมมองในปี 2026
แม้ Tesla จะเสียตำแหน่งแชมป์ EV โลกในปี 2568 แต่ยังมีโอกาสกลับมา หากมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ อย่างรถไฟฟ้าราคาประหยัด หรือเทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์และ AI ที่อาจส่งเห็นผลต่อยอดขายในอนาคต
ในขณะเดียวกัน BYD ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกัน ทั้งภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงกว่า 100% และมาตรการจากสหภาพยุโรป ที่อาจมีการเก็บภาษีพิเศษเพิ่ม ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันในระยะยาว
ที่มาจาก : bangkokbiznews.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่:car2day.com











