ใกล้หมดเวลาสนุกแล้ว สำหรับนโยบาย “เตือนก่อนปรับ” ที่ช่วงมาตรการผ่อนผันกำลังจะครบกำหนด ก่อนเปลี่ยเป็นโหมดบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นในระยะถัดไป โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดสถิติพบยอดตักเตือนผู้กระทำผิดกฎจราจรเกือบ 100,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนกว่าๆ เท่านั้น
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นประธานการประชุมบริหารงานจราจร ครั้งที่ 2/2569 ร่วมกับคณะทำงานศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
โดยหนึ่งในเรื่องสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือ การกำชับเรื่องการดำเนินงานตามนโยบาย “เตือนก่อนปรับ” ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ก่อนจะเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในระยะต่อไป
4 พฤติกรรมหลักที่มีการตือนก่อนปรับมากที่สุด
เตือนก่อนปรับ คือมาตรการผ่อนผันของตำรวจจราจร ที่ให้การตักเตือนและบันทึกข้อมูลผู้กระทำผิดไว้ แทนการออกใบสั่งในทันที เพื่อสร้างความเข้าใจและปรับพฤติกรรม ก่อนเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบในภายหลัง
โดยสถิติการตักเตือนในช่วงเร่งด่วน ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีสถิติการตักเตือนรวม 99,297 ราย ซึ่ง 4 ข้อหาที่ถูกตักเตือนมากที่สุด ได้แก่
- ไม่สวมหมวกนิรภัย 46,970 ราย
- ไม่มีใบขับขี่ 16,672 ราย
- ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 9,806 ราย
- ขับรถเร็ว 6,951 ราย
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้รถผิดประเภท หรือบรรทุกสิ่งของที่ไม่ปลอดภัย คิดเป็น 4.6%
รวมถึงพฤติฝ่าฝืนสัญญาณไฟ, แซงในที่คับขัน, ย้อนศร, ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ จอดในที่ห้าม ขับรถบนทางเท้า และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งตำรวจจราจรได้มีการตักเตือนและบันทึกข้อมูลไว้ในระบบ PTM
3 ระยะ สร้างความปลอดภัยบนถนน
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังได้กำชับแนวทางบังคับใช้กฎหมายจราจร เพื่อสร้างวินัยและความปลอดภัยบนท้องถนน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน
เน้นประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกฎหมายจราจรกับประชาชน ควบคู่กับมาตรการเตือนก่อนปรับ ให้โอกาสผู้กระทำผิดปรับพฤติกรรม ก่อนบังคับใช้จริงจังในภายหลัง
ระยะที่ 2 ระยะกลาง
เริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก และพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนหรือเสี่ยงอันตรายต่อผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น
- ไม่สวมหมวกนิรภัย
- ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
- ไม่มีใบขับขี่
- ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด
- ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
- ขับรถย้อนศร
- ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
- แซงในที่คับขัน
- เมาแล้วขับ
- ขับรถบนทางเท้า หรือในลักษณะกีดขวางทางสาธารณะ
ระยะที่ 3 ระยะยาว
วางระบบงานจราจรให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน เช่น ระบบบันทึกข้อมูลและติดตามการกระทำผิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ยกระดับการปฏิบัติงาน
สำหรับการประชุม ยังได้สั่งการให้หัวหน้าสถานีตำรวจและหัวหน้างานจราจร กำชับเจ้าหน้าที่ติดตามกรณีผู้ที่ได้รับใบสั่งแล้วแต่ไม่ชำระค่าปรับตามระยะเวลาที่กำหนด โดยขณะนี้มีการส่งเรื่องต่อให้อัยการแล้ว 5,597 สำนวน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัยต่อไป
พร้อมกันนี้ ยังได้มีการเร่งพัฒนามาตรฐานการทำงานด้านจราจร โดยการจัดอบรมและทดสอบความรู้สำหรับตำรวจที่ย้ายเข้ามาปฏิบัติงานในสายจราจร รวมถึงกำชับให้ทุกหน่วยถ่ายทอดแนวปฏิบัติเรื่องการตั้งจุดตรวจและขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีความโปร่งใส เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
รวมทั้งให้ทุกหน่วยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) เรื่องการตั้งจุดตรวจ และหนังสือสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
และสุดท้าย มีการกำชับให้คณะทํางานกฎหมายและนวัตกรรมจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขร่างบันทึกข้อตกลง MOU กับกรมการขนส่งทางบก เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
ข้อมูลและรูปภาพจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สวพ.FM91
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com













