More

    ระบบ ADAS คืออะไร? แล้วในไทยรุ่นไหนมีระบบนี้บ้าง?

    ระบบ ADAS กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่คนซื้อรถยุคนี้ข้ามไปไม่ได้เลย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่มันคือมาตรฐานใหม่ของความปลอดภัยบนท้องถนน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักว่าระบบนี้คืออะไร และปัจจุบันรถยนต์ในเมืองไทยก้าวไปถึงระดับไหนแล้ว

    ระบบ ADAS คืออะไร?

    ADAS หรือชื่อเต็มๆ คือ Advanced Driver Assistance Systems คือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะที่ทำงานผ่าน “ประสาทสัมผัส” ของตัวรถ ซึ่งประกอบไปด้วยกล้อง (Camera), เรดาร์ (Radar) และเซนเซอร์ (Sensors) รอบคัน

    หน้าที่หลักของมันคือการเป็น “ตา” และ “สมอง” สำรองให้กับผู้ขับขี่ คอยตรวจจับวัตถุ กะระยะห่าง และตัดสินใจเบรกหรือหักหลบเมื่อมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งในปัจจุบันที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามามีบทบาท ระบบนี้ก็ยิ่งทวีความฉลาดจนแทบจะขับแทนเราได้ในหลายสถานการณ์

    เจาะลึกระดับความฉลาดของระบบ ADAS (SAE Levels)

    เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่ารถแต่ละรุ่นฉลาดแค่ไหน วิศวกรยานยนต์ (SAE) ได้แบ่งระดับของระบบ ADAS ออกเป็นเลเวล ดังนี้ครับ:

    ระดับ  ความสามารถของระบบ บทบาทของผู้ขับขี่ สถานะในประเทศไทย
    Level 0 แจ้งเตือนเท่านั้น (เช่น เตือนจุดอับสายตา) ต้องคุมเอง 100% มีในรถเกือบทุกรุ่น
    Level 1 ช่วยอย่างใดอย่างหนึ่ง (คุมความเร็ว หรือเลี้ยว) คุมเป็นหลัก รถรุ่นเริ่มต้นทั่วไป
    Level 2 คุมความเร็ว + พวงมาลัยไปพร้อมกัน ต้องเฝ้าระวัง (มือแตะพวงมาลัย) มาตรฐานรถใหม่ในไทย
    Level 2+ เปลี่ยนเลนเองได้ / จอดรถเองอัตโนมัติ ต้องเฝ้าระวัง (พร้อมคุมทันที) มีในรถ EV และ Premium
    Level 3 ขับเองได้ในเงื่อนไขที่กำหนด (เช่น รถติด) ละสายตาได้ชั่วคราว เริ่มทดสอบ/จำกัดบางรุ่น
    Level 4-5 ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบทุกสภาวะ เป็นผู้โดยสาร ยังไม่มีจำหน่ายจริง

     

    ระบบ ADAS ของรถยนต์ในประเทศไทยอยู่ที่ระดับในไหน?

    คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ “ในไทยตอนนี้เราใช้ ADAS เลเวลไหน?” คำตอบคือ: มาตรฐานปัจจุบันในตลาดไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ Level 2 ครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบจากค่ายญี่ปุ่นหรือยุโรป เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราได้คัดรถเด่นที่จำหน่ายในไทยแยกตามความฉลาดมาให้แล้ว:

    1. กลุ่ม ADAS Level 2 (Standard Intelligence)

    เน้นช่วยขับทางไกลและป้องกันอุบัติเหตุพื้นฐาน มือต้องแตะพวงมาลัยตลอดเวลา

    • Honda: ทุกรุ่นที่มี Honda SENSING (Civic, HR-V, Accord, CR-V, City)

    • Toyota: รุ่นที่มี Toyota Safety Sense (Camry, Corolla Cross, Innova Zenix, Yaris Cross)

    • Mazda: ทุกรุ่นที่มีระบบ i-Activsense (Mazda 3, CX-30, CX-5)

    • Isuzu: D-MAX (2025-2026) และ MU-X (ใช้กล้องคู่ 3D Stereo Camera แม่นยำสูง)

    2. กลุ่ม ADAS Level 2+ (Advanced / Ultra Smart)

    เริ่มมีความฉลาดของ AI เข้ามาช่วย เปลี่ยนเลนเองได้ และมีระบบจอดรถที่ล้ำสมัย

    • Tesla: Model 3 และ Model Y (ระบบ Autopilot / Enhanced Autopilot)

    • XPENG: G6, G9, X9 (ระบบ XPILOT / XNGP ที่ใช้ AI ประมวลผล)

    • AVATR: 11 และ 07 (ระบบ Huawei Qiankun ADS ที่เนียนตาที่สุดรุ่นหนึ่ง)

    • Deepal: S07, L07 และ S05 (มาพร้อมเซนเซอร์รอบคันและระบบช่วยขับอัจฉริยะ)

    • Premium Brands: Mercedes-Benz (EQS, EQE) และ BMW (i5, i7) รุ่นใหม่ๆ

    3. กลุ่ม ADAS Level 3 (Conditional Automation)

    ระบบที่ยอมให้ละสายตาได้ในบางสภาวะ ปัจจุบันเริ่มมีการเปิดใช้งานฟังก์ชันจำกัดในรถหรู

    • Mercedes-Benz S-Class / EQS: รุ่นที่ติดตั้งระบบ DRIVE PILOT

    • BMW 7 Series: ระบบ Personal CoPilot Level 3 (อยู่ระหว่างการปรับใช้ตามข้อกำหนดในไทย)

    ติดตาม Car2Day บน Facebook จะได้ไม่พลาดข่าวสารยานยนต์ก่อนใคร!

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts