รถของหลายคนไม่ได้มีหน้าที่แค่พาเราเดินทางจากบ้านไปทำงาน แต่แทบจะกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวอีกหนึ่งแห่ง ทั้งกินข้าวระหว่างทาง แต่งหน้าก่อนเข้าประชุม เปลี่ยนรองเท้า หรือบางวันก็นั่งรอใครสักคนอยู่ในรถเป็นชั่วโมง
เพราะฉะนั้น นอกจากเอกสารเกี่ยวกับรถแล้ว ลองมาดูกันว่า What’s in My Car ของคนที่ใช้รถทุกวันควรมีอะไรติดไว้บ้าง เพื่อช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น โดยไม่ต้องขนของจนท้ายรถกลายเป็นห้องเก็บของ

1. สายชาร์จโทรศัพท์และ Car Charger
ของชิ้นเล็กที่ลืมเมื่อไรก็รู้เรื่อง โดยเฉพาะวันที่ต้องเปิดแผนที่ ฟังเพลง หรือใช้โทรศัพท์ระหว่างเดินทาง แนะนำให้มีสายชาร์จแยกไว้ในรถหนึ่งเส้น จะได้ไม่ต้องหยิบเข้าออกจากบ้านทุกวัน หากรถมีช่อง USB ไม่เพียงพอ อาจเพิ่ม Car Charger ที่รองรับการชาร์จเร็วไว้ด้วย
2. Power Bank
แม้รถจะชาร์จโทรศัพท์ได้ แต่ Power Bank ก็ยังมีประโยชน์เวลาออกทริป ไปงานอีเวนต์ หรือจำเป็นต้องลงจากรถนานๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทิ้งอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ไว้ในรถที่จอดกลางแดดหรือมีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน หากไม่ได้ใช้งานควรพกลงจากรถด้วย
3. ร่มพับ
บ้านไม่ตก ที่ทำงานไม่ตก แต่พอจอดรถปุ๊บฝนตกทันที เรื่องนี้คนใช้รถน่าจะเคยเจอ การมีร่มพับติดรถไว้จึงช่วยได้มาก แนะนำให้เลือกขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป และเก็บไว้ในจุดที่หยิบง่าย เช่น บริเวณประตูรถหรือท้ายรถด้านที่เข้าถึงสะดวก
4. แว่นกันแดด
แดดช่วงเช้าหรือช่วงเย็นบางวันส่องเข้าตาตรงๆ จนแผ่นบังแดดเอาไม่อยู่ แว่นกันแดดจึงไม่ได้มีไว้แค่เสริมลุค แต่ยังช่วยให้มองทางได้สบายขึ้น ควรเลือกเลนส์ที่ไม่มืดจนเกินไป และยังมองเห็นสีของสัญญาณไฟได้ชัด
5. ทิชชูแห้งและทิชชูเปียก
กาแฟหก ซอสหยด มือเลอะ หรือมีคราบในรถ ทิชชูคือของธรรมดาที่พอไม่มีแล้วจะคิดถึงทันที พกทั้งทิชชูแห้งและทิชชูเปียกขนาดเล็กไว้ก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเลือกแพ็กใหญ่จนกินพื้นที่ในรถ
6. ถุงผ้าหรือถุงอเนกประสงค์
เวลาซื้อของกะทันหัน แวะซูเปอร์มาร์เก็ต หรือมีของหลายชิ้นที่ต้องถือขึ้นบ้าน ถุงผ้าที่พับเก็บได้ช่วยได้บ่อยกว่าที่คิด นอกจากนี้ อาจมีถุงสำหรับใส่รองเท้าหรือของเปียกไว้ด้วย โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายหลังเลิกงานหรือเดินทางช่วงหน้าฝน
7. รองเท้าอีกหนึ่งคู่
ใครที่ใส่รองเท้าทำงาน รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าที่ขับรถแล้วไม่ถนัด การมีรองเท้าอีกหนึ่งคู่ไว้ในรถช่วยให้ขับสบายขึ้น และยังใช้ในวันที่ต้องเดินเยอะกว่าที่วางแผนไว้ได้ด้วย เลือกคู่ที่น้ำหนักเบา ทำความสะอาดง่าย และเก็บแยกใส่ถุงไว้จะช่วยให้รถไม่เลอะ
8. กระเป๋าใส่ของจำเป็นเล็กๆ
รวมของที่อาจต้องใช้ไว้ในกระเป๋าเดียว เช่น พลาสเตอร์ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ หรือของใช้ส่วนตัว จะช่วยให้รถเป็นระเบียบและหาของง่ายขึ้น ส่วนยาและผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่เหมาะกับการเก็บในรถที่มีอุณหภูมิสูง ควรตรวจสอบคำแนะนำในการจัดเก็บก่อน
9. ไฟฉาย
แม้โทรศัพท์จะมีไฟฉาย แต่วันที่ต้องหาอะไรใต้เบาะตอนกลางคืน หรือต้องลงจากรถในบริเวณที่มืด การมีไฟฉายขนาดเล็กแยกไว้จะสะดวกกว่า เลือกแบบที่ชาร์จไฟได้หรือใช้ถ่านที่หาซื้อง่าย และควรเช็กเป็นระยะว่ายังใช้งานได้อยู่
10. อุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับรถ
ถึงจะไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์ก็พกไว้ได้ อย่างน้อยควรมีอุปกรณ์สะท้อนแสงสำหรับใช้เมื่อรถมีปัญหาข้างทาง ส่วนคนที่เดินทางไกลเป็นประจำ อาจเพิ่มเครื่องเติมลมยางแบบพกพาหรืออุปกรณ์ช่วยสตาร์ตรถไว้ด้วย โดยควรศึกษาวิธีใช้งานเบื้องต้นก่อนเกิดเหตุจริง
ของควรมี แต่ไม่ต้องมีทุกอย่าง
การจัดของติดรถไม่ได้หมายความว่าต้องซื้อทุกชิ้นในลิสต์ สิ่งสำคัญคือเลือกจากชีวิตประจำวันของเรา ถ้าขับรถไปทำงานทุกวัน สายชาร์จ ร่ม ทิชชู และรองเท้าสำรองอาจเป็นของที่ได้ใช้บ่อยที่สุด แต่ถ้าเป็นสาย Road Trip อุปกรณ์ฉุกเฉิน ไฟฉาย และเครื่องเติมลมยางก็อาจสำคัญขึ้นมา
ลองเปิดรถตัวเองดูสักครั้งว่า ของที่วางอยู่ตอนนี้คือของที่ได้ใช้จริง หรือเป็นของที่วางทิ้งไว้จนลืมไปแล้ว เพราะ What’s in My Car ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่รถที่มีของครบที่สุด แต่เป็นรถที่มีของพอดีกับชีวิตเรา หยิบง่ายและพร้อมใช้ในวันที่ต้องการจริงๆ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
■ เช็กรถฉบับผู้หญิง! 6 อาการเตือนรถมีปัญหา สังเกตง่าย รู้ทันก่อนรถพัง
■ มีรถหนึ่งคัน ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้เท่าไร ถึงจะไม่ลำบากตอนรถมีปัญหา