หลังทยอยเปิดตัวและจำหน่ายกันไปแล้วสำหรับ Toyota Crown เวอร์ชันเอสยูวีสองรูปแบบครั้งนี้ก็มาถึงคิวเวอร์ชันดั้งเดิมกับ Toyota Crown Sedan
เก๋งใหญ่ตรามงกุฎเจเนอเรชันที่ 16 มาแบบ Fastback Sedan หรูหราด้วยติดตรามงกุฎบนฝากระโปรงหน้ารถสำหรับสเปกญี่ปุ่นส่วนทั่วโลกใช้โลโก้สามห่วงไฟหน้าเป็นแบบ LED 4 ดวง และ Bi-Beam LED ดวงเดียว กระจังหน้าขอบสีโครเมียมดำพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ในชุดกันชนหน้าทรงสปอร์ต ติดตั้งไฟท้าย LED เส้นเดียวแนวยาวที่มีทั้ง ไฟเบรก ไฟท้ายหลัก ไฟเลี้ยว และไฟถอยในโคมเดียวกัน การตกแต่งสีดำเข้มตั้งแต่ฝากระโปรงหน้ากับหลัง กันชนหลัง กระจกมองข้าง มือจับประตู
หลังคามีทั้งแบบ Panoramic Moonroof และมูนรูฟบานเดียว ล้ออัลลอยที่มีให้เลือกทั้งขนาด 19 นิ้วพร้อมยาง 225/45R19 ขนาด 20 นิ้วพร้อมยาง 245/45R20 จากค่าย Dunlop “e.SPORT MAXX”สร้างจากแพลตฟอร์ม TNGA-L พื้นฐานเดียวกันกับ Lexus LS กับ Toyota Mirai ด้วยความยาว 5,030 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,890 มิลลิเมตร ความสูง 1,470 มิลลิเมตร ฐานล้อ 3,000 มิลลิเมตร
ภายในยกมาจาก Toyota Crown Crossover และ Sport ตั้งแต่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้านตกแต่งโลโก้ตรามงกุฎสำหรับสเปกญี่ปุ่นและโลโก้สามห่วงสำหรับทั่วโลก พร้อมจอทัชสกรีนคู่ 12.3 นิ้ว ที่มีทั้งมาตรวัดดิจิตอลและจอสัมผัสควบคุมระบบบันเทิงและการเชื่อมต่อในชุดจอเดียวกัน เชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlayไร้สาย Android Auto พร้อมลำโพง 6,10 และมากถึง 11 จุด จาก JBL เครื่องปรับอากาศแยกส่วน 3 จุดทั้งด้านหน้าซ้ายขวา และด้านหลังหนึ่งจุด
ขุมพลังเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหลังเริ่มที่เบนซิน Dynamic Force Hybrid 2.5 ลิตร A25A-FXS ให้กำลังถึง 186 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 221 นิวตันเมตรที่ 3,600-5,200 รอบต่อนาที จากเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า-หลังแบบ 3NM และ 5NM และแบตเตอรี่ Hybrid แบบ Nickel-Metal โดยมอเตอร์ด้านหน้าให้กำลังถึง 120 แรงม้า แรงบิด 202 นิวตันเมตร และมอเตอร์หลัง 54 แรงม้า แรงบิด 121 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกันให้แรงม้ามากถึง 249 แรงม้า คู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ ECVT เลือกได้สี่โหมดสำหรับการขับขี่ EV, Normal, Eco และ Sport
เวอร์ชันไฟฟ้าเติมไฮโดรเจนแบบ ECEV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent magnet synchronous motor รุ่น 4JM ให้กำลังมากถึง 182 แรงม้าที่ 6,940 รอบต่อนาที แรงบิด 300 นิวตันเมตรที่0-3,267 รอบต่อนาที พร้อมแบตเตอรี่แบบ lithium-ion ขนาดเล็กลงเพียง 1.2 kWh จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Single Speed ขับเคลื่อนล้อหลัง ผนวกกับถังไฮโดรเจน 3 ถังใต้ท้องรถที่มีความจุถังทั้งหมด 141 ลิตร ความเร็วสูงสุด 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 9.4 วินาที แถมวิ่งไกลสุดต่อการเติมหนึ่งครั้งเพียง 750-850 กิโลเมตร เติมหนึ่งครั้งเพียง 3-5 นาที เป็นขุมพลังยกมาจาก Toyota Mirai
และอาจมีเวอร์ชันเสียบปลั๊กตามมาด้วยกับเบนซิน Dynamic Force PHEV ขนาด 2.5 ลิตร รหัส A25A-FXS ให้กำลังถึง 182 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 227 นิวตันเมตร ที่ 3,200-3,700 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังมากถึง 182 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร สำหรับล้อหน้า และล้อหลังให้กำลัง 54 แรงม้า แรงบิด 121 นิวตันเมตร และความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 18.1 kWh เมื่อทำงานร่วมกันให้แรงม้ารวม 304 แรงม้า
วิ่งไกลสุดในโหมดไฟฟ้า EV ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง 85 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ชาร์จมีสองรูปแบบทั้งกระแสสลับ AC แบบ Type 1 รองรับกำลังการชาร์จสูงสุด 6.6 kW ใช้เวลาเพียง 2.30 ชั่วโมง และกระแสตรง DC CHAdeMOคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ ECVT พร้อม Sequential Shift พร้อมโหมดการขับขี่ถึงสี่โหมดได้แก่ EV,EV/HEV,HEV และชาร์จแบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-Four มอเตอร์ไฟฟ้าแบบติดตั้งด้านหลังด้วยกำลังขับจากมอเตอร์กำลังสูง พร้อมระบบเลี้ยวที่ล้อหลังหรือ “DRS (Dynamic Rear Steering) รวมอยู่ด้วย
พร้อมความปลอดภัย Toyota Safety Sense 3.0 ครบครันด้วย Automatic High Beam ลดความสว่างของไฟสูงโดยอัตโนมัติเมื่อพบรถสวน, Dynamic Radar Cruise Control แปรผันความเร็วอัตโนมัติโดยใช้เรดาห์ตรวจจับรถคันหน้า, Road Sign Assist ช่วยสังเกตป้ายสัญญาณเตือน, Pre-Collision System with Pedestrian Detection เตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบตรวจจับ, Lane Departure Alert with Steering Assist ช่วยเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมฟังก์ชันหน่วงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติ, Lane Tracing Assist ช่วยรักษาตำแหน่งรถในช่องทาง, Blind Spot Monitor แจ้งเตือนมุมอับสายตา, Rear Cross Traffic Alert แจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลัง
Toyota Crown Sedan เตรียมเปิดตัวที่ญี่ปุ่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้มีทั้งหมด 6 สีทั้งสีขาว Precious White, สีดำ Black, สีเทา Precious Metal, สีบรอนซ์เงิน Precious Silver, สีน้ำตาล Precious Bronze และสีน้ำเงินเข้มไม่ทราบชื่อภาษาอังกฤษ
ที่มา Carwatch