กลายเป็นดาวรุ่งของค่ายดาวสามแฉกไปแล้วสำหรับ Mercedes-Benz CLA 250+ ในเซกเมนต์ Entry Luxury ที่มีคนสนใจเป็นเจ้าของอย่างล้นหลาม

Mercedes-Benz CLA250+ ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สะท้อนความหรูหราและเรียบง่าย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความโดดเด่นที่และเอกลักษณ์
ภายนอกออกแบบภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สะท้อนไอคอนนิกสไตล์ อันหรูหราและเรียบง่าย แต่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นที่สะกดทุกสายตานำเสนอสัญลักษณ์ดวงดาวของแบรนด์ให้เข้ากับองค์ประกอบต่างๆ ของตัวรถ อาทิ กระจังหน้า SATRPANEL ในรูปแบบไฟแอนิเมชัน
ชุดโคมไฟหน้า LED ติดตั้ง Daytime Running Light รูปทรง Star Shaped และไฟท้าย LED แบบ Digital Jewelry ที่ผสานเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ออกมาเป็นรายละเอียดของอัญมณีที่ลงตัว พร้อมล้ออัลลอยลายเท่ ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางหน้า 225/45R18 และยางหลัง 255/40R18
ตัวรถสร้างจากแพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture)เน้นความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถเข้ากับรถยนต์ทุกระบบขับเคลื่อนทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์สันดาปภายใน โดยมาในรหัส C174 มีมิติดังนี้
- ความยาว 4,723 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,855 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,468 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 2,790 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 2,055 กิโลกรัม
- ความจุกล่องใส่ของใต้ฝากระโปรงหน้า Frunk ขนาด 101 ลิตร

ภายในติดตั้งระบบปฏิบัติการ “MB.OS” ที่มีศักยภาพเทียบชั้น supercomputer โดยทำงานผสานกับหน้าจอ MBUX Superscreen ที่เชื่อมต่อกันถึง 3 หน้าจอ ประกอบไปด้วยจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว จอกลางขนาด 14 นิ้ว และจอฝั่งผู้โดยสารขนาด 14 นิ้ว
มาพร้อมการแสดงผลแบบ real-time 3D (Unity Engine) และผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ด้วยระบบ MBUX Virtual Assistance ที่สามารถสื่อสารโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีการร่วมมือกับ Google และ Microsoft ทำให้สามารถรองรับการใช้งานแอปพลิเคชันระดับโลกมากมาย อาทิ ChatGPT, Gemini, Google Maps, Microsoft Teams, Webex, Zoom ฯลฯ

การออกแบบภายในได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนหินญี่ปุ่น หรือ “Zen Garden” สะท้อนศิลปะแห่งการลดทอนและคงไว้เฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นแท้ เหลือไว้เพียงส่วนประกอบที่เป็นหัวใจของวิศวกรรมยานยนต์ เช่น การใช้วัสดุกระจกบนจอกลาง MBUX Superscreen วัสดุโลหะบนคอนโซลกลาง และวัสดุหนังบนแผงบุนุ่มบริเวณข้างประตู

ด้านขุมพลังเป็นพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังตอบโจทย์ในทุกมิติ ทั้งในด้านสมรรถนะอันทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร รวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium-ion 800V ขนาด 85 kWh
ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP หรือ 932 กิโลเมตร (NEDC) ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีประสิทธิภาพการชาร์จที่รองรับ DC Charge สูงสุด 320 kW โดยการชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลัง จะสามารถขับขี่ได้ไกลถึง 325 กิโลเมตร

ในด้านความปลอดภัย มีการติดตั้งกล้องถึง 10 ตัว ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์เรดาร์ 5 จุด และเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 จุด พร้อมระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะแบบ MB.DRIVE ที่มอบการขับขี่อัตโนมัติในระดับ Semi-Automated Driving และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุดซึ่งมีทั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐาน อาทิ
- Blind Spot Assist
- Lane Keeping Assist
- Brake Assist
- Emergency Stop Function
- Evasive Steering Function
รวมถึงระบบความปลอดภัยเสริมจาก Digital Extras อาทิ Speed Limiter, Restart Function, Route-based Speed Adaptation, Distance Assist DISTRONIC, Traffic Sign Assist, และ Speed Limit Warning
นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือการเข้าจอดรูปแบบใหม่ MB.DRIVE PARKING ASSIST 360 ที่มาพร้อมกับกล้องรอบคันแบบ 360 องศา รูปแบบใหม่ที่มีการปรับปรุงมุมของภาพให้สมจริงมากยิ่งขึ้นด้วยการติดตั้งกล้องมากถึง 6 ตัว เพื่อการใช้งานระบบดังกล่าวโดยเฉพาะ
มอบสะดวกสบายขั้นสุดด้วยระบบช่วยเหลือการเข้าจอดรูปแบบใหม่ที่สามารถตรวจจับช่องจอด ด้านหน้าได้ก่อนที่จะขับรถไปถึงช่องจอดด้วยการใช้กล้องหน้าแบบ Telephoto And WIDE-ANGLE Camera ประกอบกับเซ็นเซอร์รอบคัน

Mercedes-Benz CLA 250+ อีวีหรูลำดับที่ 7 ที่ขายในไทยและที่สำคัญรุ่นนี้เป็นรถประกอบในประเทศ เปิดราคาจำหน่ายเพียง 2,290,000 บาท มาพร้อมสีตัวถังให้เลือก 7 สี ได้แก่
- สีแดง (Patagonia Red)
- สีน้ำเงิน (Sheer Blue)
- สีขาว (Polar White)
- สีมิ้นต์ (Aqua Mint)
- สีดำ (Cosmos Black)
- สีเทา (Alpine Grey Solid)
- สีเทา (High-Tech Silver)










