จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความรุนแรงมากขึ้น จนอิหร่านมีความจำเป็นประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งประเมินผลกระทบด้านพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานเตรียมออก มาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ยืนยันว่าปริมาณสำรองยังเพียงพอรองรับการใช้งานในประเทศ
มาตรการเร่งด่วน รับมือความเสี่ยงด้านพลังงาน
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช ได้มีการสั่งการให้เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันทันที เพื่อบริหารจัดการปริมาณสำรองในประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลกระทบทั้งด้านปริมาณสำรองและระดับราคา
รวมทั้งยังเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรณีราคาน้ำมันตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหาร รวมถึงฐานทัพและอุปกรณ์ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายอิหร่าน ส่งผลให้มีการตอบโต้จากฝ่ายอิหร่านจนเกิดการปะทะกันอย่างหนัก รายงานจากข่าวต่างประเทศระบุว่า อิหร่านประกาศใช้มาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือเพื่อตอบโต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค
สำหรับช่องแคบฮอร์มุชถือเป็น เส้นทางสำคัญด้านพลังงานโลก เพราะปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติประมาณ 15 – 20% ที่มีการขนส่งทางทะเลจำเป็นต้องผ่านจุดนี้ทุกวัน ทั้งยังเป็นช่องทางสำคัญที่ส่งตรงไปยังเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ ได้ หากมีการปิดช่องทางที่ยืดเยื้อ จะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก
ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ตลาดน้ำมันโลกมีความผันผวน และมีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นตามความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันในแต่ละภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ก็อาจจำเป็นต้องบริหารน้ำมันให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจในประเทศ
ปริมาณน้ำมันสำรองของไทย
ในส่วนของปริมาณน้ำมันสำรองในไทย จากข้อมูล วันที่ 1 มีนาคม 2569 ระบุว่า
- ปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 38 วัน
- น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชแล้ว จำนวน 1,666 ล้านลิตร
- น้ำมันจากแหล่งอื่นอีก 1,117 ล้านลิตร รวมเพียงพอต่อการใช้อีกประมาณ 22 วัน
ทำให้ยอดรวมทั้งสิ้นของน้ำมันสำรองในประเทศไทยมีอยู่ที่ประมาณ 7,660 ล้านลิตร รองรับการงานใช้ได้ประมาณ 60 วัน
โดยกระทรวงพลังงานจะเข้าตรวจสอบปริมาณสำรอง ในสถานที่เก็บทั่วประเทศแบบเป็นระยะ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ พร้อมยืนยันว่าปริมาณสำรองเป็นไปตามที่กำหนด
เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
ในด้านก๊าซธรรมชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เร่งจัดทำแผนเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย พร้อมเลื่อนแผนซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไป เพื่อลดผลกระทบในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด
ส่วนด้านพลังงานไฟฟ้า ก็ได้มีการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเต็มกำลัง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า หากต้นทุนนำเข้าพลังงานปรับเพิ่ม
ยืนยันยังไม่กระทบทันที
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งในด้านปริมาณสำรองและราคาน้ำมันในประเทศ โดยตอนนี้ได้มีการสั่งการแบบเร่งด่วนเพื่อเริ่ม มาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ สำหรับในนระยะสั้นและระยะยาว เตรียมพร้อมเผื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังคงน่าติดตามต่อไป เพราะทิศทางราคาน้ำมันโลกช่วงหลังจากนี้ อาจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความไม่มั่นคงที่เกิด และอาจมีผลกระทบต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
ข้อมูลจาก : gcc.go.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com












