การขับรถเที่ยวคนเดียวครั้งแรกอาจมีทั้งความตื่นเต้นและแอบกังวลนิด ๆ เพราะจากที่เคยนั่งเป็นผู้โดยสาร เปิดเพลง ดูวิว แล้วปล่อยให้คนอื่นขับ คราวนี้ทุกอย่างตั้งแต่เลือกเส้นทาง แวะพัก ไปจนถึงจัดการเรื่องรถต้องเป็นเราทั้งหมด
แต่จริง ๆ แล้ว Solo Roadtrip ไม่ได้แปลว่าต้องวางแผนทุกนาที แค่เตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องสำคัญ ๆ ก็ช่วยให้ทริปแรกสนุกขึ้นเยอะ และมีเวลาเอ็นจอยกับการขับรถมากกว่าคอยกังวลระหว่างทาง

1. วางเส้นทางคร่าว ๆ ก่อนออกเดินทาง
ไม่จำเป็นต้องทำแพลนละเอียดแบบเที่ยวต่างประเทศ แต่ควรรู้ก่อนว่าเส้นทางหลักจะไปทางไหน จุดหมายอยู่ที่ไหน และระหว่างทางมีปั๊ม จุดพัก หรือร้านอาหารให้แวะตรงไหนบ้าง
ถ้าเป็นทริปแรก แนะนำให้เลือกเส้นทางที่คุ้นเคยหรือไม่ซับซ้อนเกินไปก่อน แล้วค่อยเพิ่มระยะทางในการเดินทางครั้งต่อ ๆ ไป ที่สำคัญคืออย่าพึ่งพาแมพบนมือถืออย่างเดียว ควรดาวน์โหลดแผนที่แบบออฟไลน์ไว้เผื่อบางช่วงสัญญาณไม่เสถียรด้วย
2. เช็กสภาพรถก่อนออกทริป
ก่อนออกเดินทางไกล รถก็ควรพร้อมพอ ๆ กับคนขับค่ะ โดยเฉพาะยางรถ ไฟรอบรถ ระบบเบรก
ถ้าไม่ค่อยรู้เรื่องรถ ไม่ต้องเช็กเองทุกอย่างก็ได้ แวะศูนย์บริการหรือร้านที่ไว้ใจให้ช่วยตรวจสภาพก่อนออกทริปก็เป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า เพราะการเตรียมรถให้พร้อมช่วยลดเรื่องให้ต้องกังวลระหว่างทางได้เยอะ
3. อย่าลืมของที่ช่วยให้ขับคนเดียวสบายขึ้น
Solo Roadtrip มีข้อดีตรงที่เราอยากแวะตรงไหนก็แวะ อยากเปิดเพลงอะไรเปิด แต่เพราะไม่มีคนช่วยถือของหรือจัดการเรื่องเล็ก ๆ ระหว่างทาง ของที่เตรียมไว้ในรถจึงมีส่วนช่วยให้ทริปง่ายขึ้น
สายชาร์จมือถือ ที่วางโทรศัพท์ แบตสำรอง ร่ม ทิชชู่ น้ำดื่ม และถุงผ้าพับได้ เป็นของเล็ก ๆ ที่ไม่กินพื้นที่ แต่พอถึงเวลาต้องใช้จะรู้สึกทันทีว่า “ดีนะที่เอามา”
ถ้าเป็นทริปไกลขึ้น อาจเตรียมไฟฉาย ชุดปฐมพยาบาลพื้นฐาน และอุปกรณ์ฉุกเฉินที่เหมาะกับรถของตัวเองเพิ่มไว้ด้วยค่ะ
4. เติมน้ำมันหรือชาร์จไฟก่อนถึงจุดที่จำเป็น
อย่ารอให้น้ำหรือแบตเตอรี่เหลือน้อยมากแล้วค่อยหาปั้มเติมหรือจุดชาร์จ โดยเฉพาะถ้าเป็นเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
สำหรับคนใช้รถ EV ยิ่งควรวางแผนจุดชาร์จไว้ล่วงหน้า และมีจุดสำรองเผื่อสถานีที่ตั้งใจไปมีคนใช้งานอยู่ การรู้ล่วงหน้าว่าจะพักตรงไหน ชาร์จตอนไหน หรือแวะกินข้าวระหว่างรอได้ที่ไหน จะทำให้การเดินทางรู้สึกเป็นทริปมากกว่าภารกิจตามหาที่ชาร์จค่ะ
5. แชร์แพลนให้คนที่บ้านรู้
ขับรถคนเดียวไม่ได้แปลว่าต้องเดินทางแบบไม่มีใครรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน ก่อนออกเดินทางลองส่งชื่อที่พัก เส้นทางคร่าว ๆ หรือจุดหมายให้คนใกล้ตัวสักคนเก็บไว้
ถ้าใช้ฟังก์ชันแชร์ตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้ ก็สามารถเปิดใช้ระหว่างเดินทางในช่วงที่เหมาะสม วิธีนี้ไม่ได้ทำให้ทริปยุ่งยากขึ้น แต่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจทั้งกับเราและคนที่บ้าน
6. วางเวลาพักไว้ในแพลนด้วย
หนึ่งในกับดักของ Solo Roadtrip คือการคิดว่า “ขับต่ออีกหน่อย เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” จนสุดท้ายรู้ตัวอีกทีเริ่มล้าแบบไม่รู้ตัว
การเดินทางไกลควรวางจุดพักเป็นระยะ โดยแนะนำว่าการขับทางไกลควรหยุดพักประมาณทุก 2 ชั่วโมง และหากรู้สึกเพลียหรือมองเห็นไม่ชัด ไม่ควรฝืนขับต่อ
จริง ๆ แล้วจุดพักไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ปั๊ม จะเปลี่ยนเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือจุดชมวิวระหว่างทางก็ได้ ถือเป็นการเติมพลังให้คนขับไปพร้อมกับเติมพลังให้รถ
7. เตรียม Playlist ให้พร้อมก่อนออกรถ
ถ้าขับคนเดียว เพลงคือเพื่อนร่วมทางที่สำคัญมากค่ะ แต่ควรจัด Playlist ไว้ก่อนออกเดินทาง จะได้ไม่ต้องหยิบมือถือมาเปลี่ยนเพลงระหว่างขับ
ลองแบ่งเพลงตามช่วงของทริป เช่น เพลงสดใสสำหรับช่วงออกเดินทาง เพลงฟังสบายตอนขับยาว ๆ หรือเพลงโปรดไว้เปิดตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก แค่นี้บรรยากาศของ Roadtrip ก็เปลี่ยนไปแล้ว
และถ้าจะใช้แผนที่นำทาง ควรตั้งเส้นทางก่อนออกเดินทางหรือใช้เสียงนำทางเป็นหลัก เพราะไม่ควรละสายตาจากถนนเพื่อดูหน้าจอระหว่างขับรถ
8. เผื่อเวลาให้ตัวเอง ไม่ต้องรีบถึง
สิ่งที่ทำให้ Solo Roadtrip สนุกกว่าการเดินทางทั่วไปคือเราไม่จำเป็นต้องรีบตามตารางของใคร
เจอคาเฟ่น่ารักก็แวะได้ เห็นวิวสวยก็หาที่จอดแล้วพักได้ หรืออยากขับรถอ้อมไปอีกทางเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก็ทำได้เหมือนกัน แค่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสภาพถนนเป็นหลัก
การขับรถปลอดภัยไม่ได้หมายถึงแค่ขับช้า แต่รวมถึงการเว้นระยะจากรถคันหน้า ลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง และไม่ฝืนสภาพอากาศหรือถนนที่ไม่เอื้ออำนวยด้วย
Solo Roadtrip ครั้งแรก ไม่ต้องเพอร์เฟกต์ก็ได้
ทริปแรกอาจมีหลงทางบ้าง แวะผิดร้านบ้าง หรือขับเลยทางออกจนต้องวนกลับมาใหม่บ้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่ะ สิ่งสำคัญคืออย่าทำให้ตัวเองต้องรีบเพราะอยากทำตามแพลนให้ครบทุกอย่าง
ลองเริ่มจากทริปที่ระยะทางไม่ไกลเกินไป เตรียมรถให้พร้อม วางจุดพักไว้ล่วงหน้า และเผื่อเวลาให้ตัวเองได้หยุดพักจริง ๆ แล้วจะรู้ว่าการขับรถเที่ยวคนเดียวได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น อาจไม่ได้มีจุดหมายที่หวือหวาที่สุด แต่เป็นทริปที่เราขับกลับบ้านแล้วรู้สึกว่า “เออ เราก็ไปคนเดียวได้นี่นา”