More

    MG4 EV URBAN โฉมจริงพวงมาลัยขวาขายอังกฤษเริ่ม 1.019 ล้านบาท

    ในที่สุดอังกฤษเปิดภาพโฉมจริงคันจริงของ MG4 EV URBAN เวอร์ชันพวงมาลัยขวาเก๋งแฮทช์แบ็กท้ายตัด 5 ประตู พลังอีวี ที่แรกของโลก

    MG4 EV URBAN

    MG4 EV URBAN  หรือ MG4 EV ที่จำหน่ายอาจได้ใช้ แบตเตอรี่ Semi-Solid-State ครั้งแรกในโลกยานยนต์

    ภายนอกทรงสปอร์ต

    MG4

    MG4 MG4

    กระจังหน้าทรงทึบแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille) ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED และไฟหน้า LED 3 ดวงเล็กในโคมทรงเรียบง่าย กันชนหน้าทรงสปอร์ตพร้อมช่องระบายอากาศแบ่ง 2 ฝั่งทรงสี่เหลี่ยมคางหมูคล้าย MG CYBERSTER ประดับด้วยคิ้วชายล่างสีดำใต้กันชนหน้า

    ด้านข้างมาแบบเสา A ทรงตั้งพร้อมหลังคารถสีดำหรือสีเดียวกับตัวรถให้เลือก หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ หรือ เสาหลังคามาแบบสีขาวและสีเดียวกับตัวรถให้เลือก พอร์ตชาร์จอยู่ที่บังโคลนหน้าด้านซ้าย กระจกมองข้างทรงสปูน ที่เปิดประตูดึงก้าน

    สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 LED ไฟท้าย LED แนวยาวโดยไฟท้าย 2 ฝั่งมาในลายธงยูเนียนแจ็คแบบ LED กันชนหลังสีเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 195/60R16 และขนาดใหญ่ 17 นิ้วพร้อมยาง 205/50R17 สร้างจากแพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วน SAIC’s E3 pure electric architecture platform ออกแบบมาโดยเฉพาะกับรถไฟฟ้าโดยมีมิติตัวรถตั้งแต่

    • ความยาว 4,395 มิลลิเมตร
    • ความกว้าง 1,842 มิลลิเมตร
    • ความสูง 1,551 มิลลิเมตร
    • ระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
    • น้ำหนักรถ 1,460-1,520 กิโลกรัม

    ภายในร่วมสมัย

    MG4

    MG4

    ดีไซน์ฟังก์ชันภายในส่วนระบบจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์อัจฉริยะแบบลอยตัว ขนาด 15.6 นิ้วความละเอียด 2.5K ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8155 รองรับการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม การสะท้อนหน้าจอมือถือไปยังหน้าจอสัมผัสหรือ Mirroring สั่งงานด้วยเสียง สั่งงานด้วยท่าทางหรือการใช้นิ้วสั่ง Gesture Based Navigation

    ฟีเจอร์เพิ่มเติมประกอบด้วยการโต้ตอบด้วย AI เล่นแอปพลิเคชันมือถือผ่านหน้าจอสัมผัส และการผสานการทำงานแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto ด้วยระบบ Smart Mobility ทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปอย่างราบรื่น รองรับฟังก์ชันกุญแจดิจิทัล (Digital Key) รวมถึง การจอดรถระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-air (OTA) พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงห้วตัดท้ายตัด 2 ก้าน

    MG4

    พร้อมปุ่มการทำงานที่เหลือเพียง 5 ปุ่มใต้จอพร้อมช่องแอร์แนวนอน 2 ช่อง แท่นชาร์จไร้สาย 50 วัตต์พร้อมระบบระบายอากาศแบบแอคทีฟติดตั้งอยู่ภายในคอนโซลกลาง  ผสานเข้ากับพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มนวล เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเรียกว่า “Swan Wing” มุ่งเน้นความสมดุลระหว่างความสง่างามทางสายตาและความเรียบง่าย พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามามีม่านบังแดดในตัว

    MG4

    เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบโครงเบาะรองรับกับสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้นพร้อมระบบระบายอากาศและระบบทำความร้อนโดยตัวเบาะมีความยาว 503 มิลลิเมตร ออกแบบที่วางเท้าของอุโมงค์วางเท้าสำหรับผู้ขับขี่มีมุมเหยียบแป้นแบน 46.4 องศา เพื่อลดแรงกดตอนเหยียบคันเร่งและเบรกในยามเดินทางไกล

    MG4

    พนักพิงเบาะนั่งใช้โครงสร้างแบบชิ้นเดียวเพื่อการรองรับสรีระ ปรับเอนได้สุด 27 องศาและยังพับแบบ 60/40 ได้ และช่องเก็บของมากถึง 30 จุด ด้านสัมภาระด้านท้ายมีความจุก่อนพับเบาะ 568-577 ลิตร และพับเบาะ 1,362-1,364 ลิตร และช่องเก็บของใต้พื้นสัมภาระด้านท้าย 98 ลิตร

    MG4

    จอมาตรวัดความเร็วสี TFT ลอยตัว 7 นิ้ว พร้อมลำโพง 4 กับ 6 จุด ช่องเสียบ USB-C 2 จุดหน้า และ 1 จุดหลัง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมีกรองอากาศ PM 2.5 กระจกมองหลังตัดแสง กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start เบรกมือไฟฟ้า และ Auto Hold  NVH LUXURY SILENCE SPACE เพิ่มฟิล์มกันเสียงและแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ระบบ Intelligent smart access

    ขุมพลังไฟฟ้าล้วน

    MG4

    สเปกขุมพลังทางอังกฤษมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า 2 ทางเลือกเริ่มที่รุ่น Premium Long Range กับ Comfort Long Range ความจุแบตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นขนาด 53.9 kWh จากสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 387.6 V ให้กำลัง 160 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 9.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    วิ่งไกลสุด 405 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 476 กิโลเมตร (NEDC) ในรุ่น Premium Long Range และ วิ่งไกลสุด 416 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 489 กิโลเมตร (NEDC) ในรุ่น  Comfort Long Range  ชาร์จได้ทั้ง AC กำลัง 7 kW 10-100% ภายใน 9 ชั่วโมงและ DC 10-80% กำลังสูงสุด 150 kW ภายใน 30 นาที

    รุ่น Comfort Standard Range ความจุแบตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นขนาด 42.8 kWh จากสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 364.8 V ให้กำลัง 149 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 325 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 382 กิโลเมตร (NEDC)

    อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 9.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาร์จได้ทั้ง AC กำลัง 7 kW 10-100% ภายใน 7.5 ชั่วโมงและ DC 10-80% กำลังสูงสุด 150 kW ภายใน 28 นาที

    พร้อมโหมดการขับขี่ 5 โหมดทั้งโหมด Snow, Economy, Standard, Sport และ Custom ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW พร้อมคันเร่งแบบ One Pedal ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังทอชันบีม

    ช่วยขับขี่อัจฉริยะ Advanced Driver–Assistance Systems (ADAS)

    MG4

    • ควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ACC (Adaptive Cruise Control)
    • ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ ICA (Intelligent Cruise Assist)
    • ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินถนนและจักรยาน  AEB (Autonomous Emergency Brake with Pedestrian and Bicycle Detection)
    • ช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
    • ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
    • ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ELK (Emergency Lane Keeping)
    • ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
    • ช่วยจำกัดความเร็วอัจฉริยะ SAS (Intelligent Speed Limit Assist)
    • จดจำป้ายจราจร TSR (Traffic Sign Recognition)
    • เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHBA (Intelligent High-Beam Assist)
    • ตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System)
    • ช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
    • ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
    • เตือนการชนด้านหน้า FCW (Forward Collision Warning)
    • เตือนการชนด้านหลัง RCW (Rear Collision Warning)
    • ช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
    • ช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

    นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยรอบคัน 7 จุดทั้งคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และตรงกลางเบาะนั่งคนขับ

    กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) ในรุ่นรองท็อปและรุ่นท็อป พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหน้า-หลัง กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer  ป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)

    ป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน  HDC (Hill Descent Control) สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

    MG4

    MG4EV URBAN เปิดขายที่อังกฤษ 3 รุ่นย่อยทั้งรุ่น Comfort Standard Range, Comfort Long Range และ Premium Long Range เริ่มต้น £23,495-£27,995 หรือราว 1,019,000-1,214,000 บาท  ส่วนออสเตรเลียพบกันในช่วงเดือนเมษายนนี้ ทางด้านเมืองไทยมาแน่นอนและมาพร้อมกับ MG4 Electric 2026

    ที่มา DRIVE

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts