โค่นแชมป์ได้ แต่ศึกในบ้านก็หนัก! BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี เตรียมปรับแผนใหม่

ต้นปีที่ผ่านมา BYD สร้างแรงสั่นสะเทือน หลังทำยอดขายแซง Tesla ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้สำเร็จ แต่สถานการณ์อาจในตลาดประเทศจีนอาจไม่สวยเท่าไหร่ เนื่องจากสงครามราคา ทำให้ BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี  จนต้องปรับโครงสร้างองค์กร ถึงขั้นลดจำนวนพนักงานลงช่วงปลายปีที่ผ่านมา

BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี

ยอดขายแซงหน้าแชมป์เก่า

BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน เปิดเผยผลประกอบการประจำปี 2568 โดยบริษัทสามารถทำยอดขายรวมทั้งปีได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.16 แสนล้านดอลลาร์ แซงหน้าคู่แข่งสำคัญอย่าง Tesla

  •  BYD มียอดขายประมาณ 2.26 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้า
  • ขณะที่ Tesla มียอดส่งมอบอยู่ที่ 1.64 ล้านคัน ลดลง 9%

ทำให้เมื่อต้นปีมีการรายงานตรงกันจากสำนักข่าวทั่วโลกว่า BYD เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกประจำปี 2568

BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี

BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายและรายได้จะเติบโต แต่กำไรสุทธิกลับลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในตลาดจีน

โดย BYD มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 32,600 ล้านหยวน หรือประมาณ 153,000 ล้านบาท ในปี 2568 ลดลง 19% จากปีก่อนหน้า

ซึ่งลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี นอกจากนี้ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ประมาณ 12.1% บอกถึงแรงกดดันมีความรุนแรงกว่าที่ตลาดประเมินไว้พอสมควร

BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี

สงครามราคาในจีน กัดกินกำไร

ปัจจัยหลักที่กดกำไรของ BYD มาจากการแข่งขันในตลาดจีนที่ดุเดือดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ รถตระกูล Dynasty และ Ocean เคยสร้างชื่อเสียงและมียอดขายถล่มทลาย จากจุดเด่นเรื่อง ราคาที่จับต้องได้

แต่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อในจีนมีคู่แข่งอย่าง Geely และ Leapmotor ที่พัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาแข่งขัน โดยตั้งราคาไว้ใกล้เคียงกัน 

ทำให้ BYD มีการเสียเปรีบด้านเทคโนโยลี และกระทบต่อได้รวม ที่เติบโตได้เพียง 3.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี

ด้วยแรงกดดันด้านกำไรที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการปรับแผนบริหาร ถึงขั้นปรับลดพนักงานลงประมาณ 10.2% ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อควบคุมต้นทุน และลดภาระค่าใช้จ่ายให้คงที่

 

นโยบายรัฐส่งผลร้ายต่อกำไร

นอกจากแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นแล้ว นโยบายภาครัฐของจีนก็เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์เพิ่มเติม หลังมาตรการยกเว้นภาษีรถพลังงานใหม่สิ้นสุดลง และมีการปรับรูปแบบเงินอุดหนุนใหม่ที่หันไปสนับสนุนรถราคาสูงมากขึ้น

ทำให้ BYD ซึ่งมีสัดส่วนรถกว่า 61% อยู่ในกลุ่มรถราคาประหยัดที่มีราคาต่ำกว่า 150,000 หยวนหรือ ประมาณ 700,000 บาท ได้รับผลกระทบเต็มๆ

จากกลยุทธ์ด้านราคาที่เคยเป็นจุดแข็ง กลับเริ่มมีผลร้ายต่อกำไร เมื่อยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 4 ของ BYD มีการลดลง ทำให้อัตรากำไรลดลงตามไปด้วย

BYD กำไรลดในรอบ 4 ปี

เดินเกมใหม่ ดันเทคโนโลยี-ลุยตลาดโลก

Wang Chuanfu ประธานของ BYD ให้ความเห็นวา อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่ช่วงคัดเลือก ค่ายที่สามารถผ่านปัญหาไปได้ จะกลายเป็นผู้ชนะ

ทำให้ทิศทางของ BYD หลังจากนี้จะเน้น 2 เรื่องหลัก

  • ขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะตลาดโลดมีอัตรากำไรสูงกว่า
  • ยกระดับเทคโนโลยี เปิดตัวรถใหม่ 11 รุ่น พร้อมจุดขายด้านแบตเตอรี่ที่ชาร์จเร็วเป็นพิเศษ

เป้าหมายคือพาแบรนด์หลุดจากภาพของรถราคาประหยัด พร้อมสร้างความแตกต่างเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว

สำหรับตลาดจีนเอง BYD ก็ต้องเจอกับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกฎใหม่ของรัฐบาลจีน ที่กำหนดให้ค่ายรถต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์เร็วขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามราคา และมีผลกับกระแสเงินสดของบริษัท

โดยเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ซึ่งคำนวณจากสินทรัพย์ระยะสั้นหักด้วยหนี้สินระยะสั้น
ยังคงติดลบอยู่ที่ 97,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.6 แสนล้านบาท

 

ปี 2569 จึงกลายเป็นปีสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในตลาดจีนที่การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น จากการที่มีค่ายใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ในทางกลับกันก็เริ่มเห็นแล้วว่ามีหลายแบรนด์ที่ต้านแรงกดดันจากผลกำไรไม่ไหว จนต้องทยอยปิดตัวลง

ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ ตลาดรถไฟฟ้าอาจเข้าสู่ช่วงของการคัดเลือกผู้รอด ถ้าหากค่ายไหนไม่มีกลยุทธ์ที่ดึงดูดลูกค้าได้มากพอ อาจต้องออกจากเกมการแข่งขันนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ข้อมูลจาก : marketeeronline.co, กรุงเทพธุรกิจ 

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com

ABOUT THE AUTHOR

Bangkok International Motor Show 2026 (บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47)

Latest Posts