ในที่สุด ZEEKR เลือกงาน Brussels Motor Show 2026 เปิดตัวโกลบอลโมเดลรุ่นที่ 4 ต่อของค่ายนั่นก็คือ ZEEKR 7GT หรือ ZEEKR 007 GT

ZEEKR 7GT สเตชันแวกอนทรงสปอร์ตเป็นการนำ ZEEKR 007 เวอร์ชันซีดานหั่นด้านท้ายต่อเติมเสริมหรู
ภายนอกมาในร่างสปอร์ตแวกอน
กระจังหน้าทรงทึบติดตรา ZEEKR รวมในชุดกระจังหน้าถัดลงมาเป็นชุดไฟหน้า LED ขนาดใหญ่แนวนอน 90 นิ้ว แบบอินเทอร์แอคทีฟ ZEEKR Stargate กว่า 1,711 ดวง รวมอยู่ในชุดเดียวกันพร้อมแสดงข้อความในชุดกระจังหน้า ลงตัวในชุดกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ต่างจากซีดานอย่างชัดเจนด้วยช่องระบายอากาศทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่ พร้อมคิ้วระบายอากศแนวตั้ง Air Curtain ลดแรงต้านอากาศ

ด้านข้างมาพร้อมกระจกมองข้างดีไซน์เอกลักษณ์ ที่เปิดประตูดีไซน์เรียบเนียน พร้อมกระจกแบบโอเปร่าไร้กรอบ Frameless ราวหลังคาสีดำบิ๊วอินน์กลมกลืนรับน้ำหนักได้ 150 กิโลกรัม ลงตัวหลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ ด้านท้ายเด่นด้วยไฟท้าย LED สีแดงคาดยาว เล่นเกล็ดสวยๆใต้ไฟท้าย รับกับกันชนหลังทรงตัวยูคว่ำสีเดียวกับตัวรถ
พร้อมล้ออัลลอยให้เลือกตั้งแต่ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 245/45 R19 และขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/40R20 จากยาง Michelin Pilot Sport EV โดยด้านท้ายในส่วนเสา D ออกแบบเสา D ให้หนาขึ้นออกแบบกระจกท้ายโค้งมนขึ้นพร้อมสปอยเลอร์หลังแบบ TWIN ARROW WING ให้กลมกลืนสปอร์ตสไตล์แวกอน
ตัวรถสร้างจากแพลตฟอร์ม PMA2+ (Platform Modular Architecture 2+) ของ GEELY ทำร่วมกันกับ Volvo เดียวกับรุ่น 007 ซีดาน โดยมีมิติตัวรถดังนี้
- ความยาว 4,817 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,910 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,456 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 2,900 มิลลิเมตร
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 141 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 1,600 กิโลกรัม

ภายในยกมาจากเวอร์ชันซีดาน
ดด้วยห้องโดยสารหรูหราทันสมัยประกอบด้วยคอนโซลหน้าทูโทนเล่นระดับ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านทรงท้ายตัด ติดตั้งมาตรวัด LCD ทรงวงรีหลังพวงมาลัยขนาด 13 นิ้ว จอสัมผัสขนาดใหญ่สามารถหมุนได้ชัดแบบ OLED 2.5K ขนาด 15 นิ้ว พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ HUD แบบ AR 35.5 นิ้ว รองรับผู้ช่วยเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งรองรับฟังก์ชันมากกว่า 200 ฟังก์ชัน นอกจากนี้ยังมีแผนที่ 3 มิติในตัวอีกด้วย

พร้อมระบบปฎิบัติการ ZEEKR OS 6.0 ติดตั้งลำโพงคุณภาพ Dolby Atmos 21 ตัวรวมจุดฝังที่พนักพิงศีรษะฝั่งคนขับ ประมวลผลโดยชิป Snapdragon 8295 ของ Qualcomm พร้อมลำโพง ZEEKR Sound System 23 จุดด้วยกำลังขับ 2,160 kW ไฟสร้างบรรยากาศภายใน Ambient Light คันเกียร์ที่คอพวงมาลัย ช่องเก็บของที่กว้างขวางพร้อมที่วางแก้วสองช่อง และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายกำลัง 50W 2 ช่อง ในชุดคอนโซลกลาง จุดยึดแท็บเล็ตหลังเบาะคู่หน้า 2 จุด

หลังคาหุ้มไมโครไฟเบอร์พร้อมหลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ซึ่งป้องกันรังสี UV ได้ 99.99% รองรับการปรับ 10 ระดับ เข็มขัดนิรภัยสีแดงเสริม พร้อมเบาะนั่งหนังแท้ NAPPA เลือกโทนภายในได้ 4 สี เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 12 ทิศทางพร้อมอุ่นเบาะ เบาะเย็นและนวด
เบาะหลังพับได้แบบ 60/40 มีพื้นที่ตอนพับเบาะถึง 1,390 ลิตร และไม่พับเบาะมีพื้นที่ 456 ลิตร จุใจด้วยพื้นที่เก็บของภายในมากถึง 36 จุด นอกจากนี้ยังมีตู้เย็นเสริมขนาด 10.2 ลิตรใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระ ช่องใส่ของใต้ฝากระโปรงหน้า 32 และ 65 ลิตร

ความแรงจากสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มไฟฟ้าแรงสูง 800V
ให้ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยชุดแบตเตอรี่ที่มีด้วยกันถึง 3 ทางเลือกตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น Core RWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตแบบ LFP Golden Battery จากทาง ZEEKR ความจุ 75 kWh ให้กำลังสูงสุด 422 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 5.3 วินาที วิ่งไกลสุด 519 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 611 กิโลเมตร (NEDC)
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 5.5C ชาร์จ DC 10-80% ภายใน 13 นาทีด้วยกำลังชาร์จ 480 kW และชาร์จ AC 10-100% ภายใน 4.5 ชั่วโมงด้วยกำลังชาร์จสูงสุด 22 kW
รุ่น Long Range RWD Launch Edition มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตแบบ NMC 100 kWh QILIN จาก CATL ความจุ 100 kWh ให้กำลังสูงสุด 422 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 5.3 วินาที วิ่งไกลสุด 655 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 771 กิโลเมตร (NEDC)
และรุ่น Privilege AWD Launch Edition มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตแบบ NMC 100 kWh QILIN จาก CATL ความจุ 100 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 646 แรงม้า แรงบิดรวม 710 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ล้อหน้า 224 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร และมอเตอร์หลัง 422 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 3.3 วินาที วิ่งไกลสุด 558 กิโลเมตร (WLTP) หรือ 656 กิโลเมตร (NEDC)

รุ่น Long Range RWD Launch Edition และรุ่น Privilege AWD Launch Edition เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 5.5C ชาร์จ DC 10-80% ภายใน 16 นาทีด้วยกำลังชาร์จ 480 kW และชาร์จ AC 10-100% ภายใน 5.5 ชั่วโมงด้วยกำลังชาร์จสูงสุด 22 kW
ทุกขนาดความแรงจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 1-speed direct-drive โหมดการขับขี่ทั้ง Comfort, Economy, Sports, Personalized, Snow และ One Pedal ชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้ในขณะชะลอตัว Braking Energy Regeneration และรองรับ V2L สูงสุด 3.3 kW แบบ AC และ V2V สูงสุด 60 kW แบบ DC พร้อมระบบกันสะเทือนถุงลม

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS
ติดตั้งมาพร้อมกับระบบ Navigation Zeekr Pilot (NZP) ให้เลือก มีเซนเซอร์รอบคันตั้งแต่ระบบ NZP รวมถึง LiDAR, กล้องความละเอียดสูง 12 ตัว, เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 5 ตัว เรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตัว
ทั้งหมดนี้ทำงานผ่านชิปประมวลผล NVIDIA Orin X 2ตัว ที่มีพลังการประมวลผลสูงถึง 508 TOPS (trillion operations per second) รองรับฟังก์ชันต่างๆ เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ระบบหลบหลีกอัตโนมัติทั่วไป (G-AES) และฟังก์ชันนำทางอัตโนมัติแบบไม่ใช้แผนที่ (NOA)

ZEEKR 7GT ขายในกลุ่มประเทศยุโรป 6 ประเทศตั้งแต่ 1 กรกฎาคมนี้ในราคาเริ่มต้น 45,990-57,490 EUR หรือราว 1,684,000-2,105,000 บาท มีสีตัวถังได้แก่
- สีขาวมุก Crystal White
- สีดำ Onyx Black
- สีเทาลัมโบ Tech Grey
- สีเทาอ่อน Mystic Lilac
- สีบรอนซ์เงิน Glacier Silver
- สีทูโทนหลังคาดำ Contrasted Black Roof พร้อมอีก 5 สีตัวถัง เป็นออปชันมาตรฐานในรุ่น Privilege AWD Launch Edition
ที่มา ZEEKR










