More
    spot_img

    รีวิว! MG HS PHEV 2022 เอสยูวีเสียบปลั๊ก..ผู้มาก่อนกาล

    หลังจากเอสยูวี MG GS หมดอายุการทำตลาดในไทยไป MG จึงต้องหาเอสยูวีรุ่นใหม่มาทดแทนด้วยความเป็นรถยนต์สายพันธุ์ยุโรปที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์

    MG

    บวกกับมรดกความอเนกประสงค์ความสบายที่ได้จาก MG GS และการขับขี่ที่สนุกสุดมันจากรถเก๋งร่วมชายคากลายเป็น MG HS คอมแพ็คเอสยูวีทรงสปอร์ตได้รับการตอบรับอย่างดีมาตลอดจากรุ่นเบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร เมื่อปี 2019 หนึ่งปีถัดมาเพิ่มทางเลือกในด้านรักษ์โลกแต่ไม่ทิ้งความแรงกับ MG HS PHEV เอสยูวีพลังเสียบปลั๊กผู้มาก่อนกาลมาก่อนที่คู่แข่งจากแดนปลาดิบออกมาซึ่งทาง Car2Day ได้นำมารีวิวกันอีกครั้งกับ MG HS PHEV รุ่น X ท็อปสุด

    Design & Exterior

    MG

    ถึงจะปรับโฉมครั้งแรกในรอบ 3 ปีของการทำตลาดแต่ออกแบบโดดเด่นผสานทั้งความหรูหราและความสปอร์ตอย่างลงตัวด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่เอกลักษณ์เฉพาะตั้งแต่กระจังหน้า 2-Tone ดีไซน์ Digital Burning Grille ปะโลโก้ MG ขนาดใหญ่ดีไซน์คล้ายกับ MG 5 ไฟหน้า LED มาในแบบ QUAD LED Projector 4 ดวง ที่ให้ความสว่างกว่าเดิม พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lights ในโคมเดียวกัน แต่ในรุ่น PHEV เพิ่มขลีบสีฟ้าในโคมไฟหน้าจากเดิมไม่มีจุดเด่นบ่งบอกว่านี่คือรุ่นเสียบปลั๊ก กันชนหน้าออกแบบมีภูมิฐานครั้งนี้ตัดไฟตัดหมอกหน้า LED เลียนแบบสไตล์รถยุโรปยุคใหม่แต่มีไฟเลี้ยววิ่งแนวตั้งหรือเรียกว่าไฟ Sequential มาให้

    MG

    ด้านข้างคงเดิมไม่ว่าจะเป็นกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวสีเดียวกับตัวรถปรับ-พับด้วยระบบไฟฟ้า ราวหลังคาสีเงิน เสาอากาศครีบฉลามสีดำ คิ้วโครเมียมใต้กระจกรถลากยาวตั้งแต่ประตูหน้าจนถึงเสา D ที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวรถขอบโครเมียมแบบดึงก้านทำงานร่วมกับกุญแจรีโมท Smart Key สามารถกดปุ่มล็อกปลดล็อกประตูรถได้ที่ปุ่มเล็กๆตรงก้านเปิด คิ้วชายล่างสีเงินด้าน ล้ออัลลอยมาในลายใหม่ 10 ก้านปัดเงา BI-Colour พร้อมยาง 235/50 R18 จากค่าย Goodyear มีช่องชาร์จแบตเตอรี่ฝั่งขวาเพิ่มมาบ่งบอกว่านี่คือรถเสียบปลั๊ก และมีไฟ Welcome Light

    ด้านท้ายคงเดิมด้วยไฟท้าย Full LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential  สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรก LED ฝากระโปรงประดับโลโก้ MG บนกรอบป้ายทะเบียน ตราสัญลักษณ์ HS PHEV และ I-Smart ด้านขวา กับ สัญลักษณ์ BRIT Dynamic ด้านซ้าย ฝาท้าทั้งบานเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า มีฟังก์ชันปรับระดับสูง-ต่ำ พร้อมสั่งการผ่านทางรีโมทคอนโทรลและกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ตกแต่งลิ้นสปอยเลอร์สีดำในตัวพร้อมท่อไอเสียคู่

    มิติตัวรถเท่ากับรุ่นก่อนปรับโฉมตั้งแต่ความยาว 4,574 มม. ความกว้าง 1,876 มม. ความสูง 1,664 มม. ฐานล้อ 2,720 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 145 มม. น้ำหนัก 1,775 กก. และความจุถังน้ำมัน 37 ลิตร

    Interior & Convenience

    MG

    ภายใน MG HS PHEV รุ่นปรับโฉมสามารถเลือกโทนสีได้สองสีแต่ก็ขึ้นอยู่กับสีภายนอกรถอย่างคันที่ได้นำมารีวิวเป็นภายในสีน้ำเงินเข้ม-ขาว Monaco Blue สีภายนอกเป็นสีขาว Arctic White ส่วนสีอื่นๆนั้นได้ภายในสีดำเข้มในชุดเบาะนั่งทรงสปอร์ต Sport Bucket Seat นั่งสบายโอบกระชับดี หุ้มหนัง Alcantara คู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้าโดยฝั่งคนขับปรับได้ 6 ทิศทางและคนนั่ง 4 ทิศทาง แต่ที่ดันหลังนั้นปรับด้วยก้านโยกด้านขวาของเบาะฝั่งคนขับซึ่งน่าจะให้เป็นแบบไฟฟ้าจะสะดวกกว่า เบาะหลังพับได้ 40/60 ที่วางแขนมีช่องใส่แก้วน้ำและใส่ของกระจุกกระจิกและติดตั้งชุดที่นั่งเด็ก ISOFIX ได้ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่เปิดเลื่อนได้กระดกได้ด้วยระบบไฟฟ้า

    MG

    ชุดคอนโซลประกอบด้วยแผงคอนโซลหน้าและแผงประตูดีไซน์คงเดิมตกแต่งสีทูโทนให้เลือก 2 สี ทั้ง สีน้ำเงินเข้ม-ขาว Monaco Blue และสีดำเข้ม หุ้มด้วยวัสดุผิวสัมผัส Soft Touch ให้ความรู้สึกหรูหราพรีเมียม พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ตสามก้านทรงนิยมใช้กับรถ MG ทุกรุ่น พร้อมแป้นเหนี่ยวไกสีเงินหลังพวงมาลัยที่ไม่ใช่แป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift แต่เป็นแป้นระบบ KERS ปรับระดับสูงต่ำและเข้า-ออกได้ 4 ทิศทางพร้อมปุ่มการทำงานชุดมาตรวัดควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์ ซ้าย-ขวา หลังพวงมาลัยมีก้านด้านซ้ายเป็นก้านเปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยวถัดลงมาคือก้านทำงานระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ซึ่งตำแหน่งดูเป็นอุปสรรคในการใช้งานงานนี้ต้องใช้ความชำนาญกันสักนิด ด้านขวาเป็นก้านปัดน้ำฝนหน้าหลัง พร้อมปุ่ม Push Start สีเงินมันวาว มาตรวัดแบบดิจิทัลแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว แจ้งข้อมูลการทำงานของรถเต็มๆรวมถึงสถานะแบตเตอรี่ทั้งขณะชาร์จและขณะขับขี่มาใหม่ทำงานง่ายด้วย AR Navigation แสดงเส้นทางแบบเสมือนจริงจากกล้องหน้ารถโดยเป็นฟังก์ชันใหม่ในชุดหน้าจอนี้และชุดแป้นคันเร่งและแป้นเบรกสีเงินอะลูมิเนียม

    MG

    จอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้วควบคุมการทำงานทั้งเครื่องเสียงเชื่อมต่อ มัลติมีเดีย Apple CarPlay, Andriod Auto เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา Dual Zone กรองอากาศ PM 2.5 ถัดลงมาเป็นช่องแอร์ทกเหลี่ยมครอบด้วยขอบสีเงินและซ้าย-ขวาทรงกลม ลงมาอีกเป็นปุ่มสีเงินดีไซน์แบบเดียวกับแป้นเปียโน 7 แป้นควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศและจอระบบความบันเทิง ลงมาอีกช่องเสียบ USB ช่องจ่ายไฟ Power Outlet 12V เสียดายว่าไม่มีที่ชาร์จมือถือไร้สาย ลำโพง BOSE ให้เสียง Surround เหนือระดับมากถึง 8 จุด คอนโซลเกียร์ดีไซน์เดิมสีดำเงาขอบสีเงินรายล้อมปุ่มต่างๆทั้งไฟฉุกเฉิน โหมดการขับขี่ โหมด EV ในด้านขวา ด้านซ้ายมีปุ่มกล้องรอบคันและเปิด-ปิดฝาท้าย หลังคอนโซลเกียร์มีปุ่มเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Hold และปุ่มควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันกล่องคอนโซลกลางพร้อมที่ท้าวแขนหุ้มหนังวางแขนได้สบายมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมที่เสียบ USB สองจุด NVH Luxury Silence Space แผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสารและที่โดดเด่นนั่นคือ ไฟสร้างบรรยากาศ Interactive Ambient Light ในห้องโดยสาร ปรับได้ 64 เฉดสีเรียกว่ายกรถยุโรปมาประดับในเอสยูวีราคาล้านกลางๆ และกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ

    MG

    เอกลักษณ์อีกอย่างที่มีกันทุกรุ่นของ MG แม้กระทั่ง MG HS PHEV กับ i–SMART ฟังเพลงออนไลน์ เช็กหวย เช็กข่าวสารประจำวัน ค้นหาร้านอาหารและที่พัก แถมช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันได้ ไม่ว่าจะเป็น การสั่งการ ผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย สามารถสั่งการให้โทรออก เปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศ สั่งเปิดหลังคา Panoramic พร้อมเทคโนโลยี Digital Key รับ-ส่งกุญแจดิจิทัลผ่านสมาร์ตโฟนได้ 5 ชุด ยกระดับคุณค่าและประสบการณ์การขับขี่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ให้ง่ายยิ่งขึ้น

    Engine & Transmission

    MG

    MG HS ไม่ว่าจะเป็นรุ่นปกติและรุ่นเสียบปลั๊ก PHEV ใช้ขุมพลังเดียวคือเบนซินเทอร์โบ 1.5 15E4E ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,490 ซีซี. ความกว้างกระบอกสูบ X ช่วงชัก 74.0 X 86.6 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 11.5:1 ให้กำลังมากสุด 162 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700-4,300 รอบ/นาที ในภาคเครื่องยนต์ พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงแบบ Hairpin Winding Technology ที่ใช้ไฟจากแบตเตอรี่ Lithium-Ion แบบ 6 โมดูล ขนาด 16.6 kWh

    MG

    เมื่อต้นกำเนิดพลังทั้งสอง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันให้กำลังมากสุด 284 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ​​EDU II ทำอัตราเร่ง 0-100 ภายในเวลา 7.5 วินาที มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ต่างจาก MG HS รุ่นปกติที่เลือกได้ 4 แบบ แต่รุ่น PHEV เลือกได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Sport, Super Sport อยู่ในพวงมาลัยปุ่มแดงๆ และโหมด EV ล้วน วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวได้ไกลที่สุดถึง 67 กม.ให้ค่า CO2 36 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตาม Eco Sticker 66.7 กม./ลิตร เติมได้สูงสุด E20 ขับเคลื่อนล้อหน้า

    Handling & Ride

    MG

    ถึงจะปรับหน้าตาให้ดูดีกว่ารุ่นก่อนแต่การขับขี่ไม่เปลี่ยนแปลงถ้าขับโหมด ECO ตอนออกตัวจะใช้พลังมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก หรือถ้าอยากให้เครื่องยนต์ติดเพื่อประหยัดการใช้แบตก็ลองมาเล่นโหมด Normal  โหมด Sport แน่นอนว่าเครื่องยนต์จับมือกับมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันสร้างอัตราเร่งจี๊ดจ๊าดได้ดีระดับหนึ่ง ถ้าแรงไม่หนำใจกดปุ่มแดง Super Sport มาเร็ว มาแรง พร้อมรอบที่ตึงกว่าโหมด Sport เรียกว่ากดทีกำลังมาเต็มเปี่ยม โดยบางโหมดที่ทำงานร่วมกับเครื่อง 1.5 ลิตร ก็สามารถพาร่างตันกว่าๆชูดค่อนข้างทันใจถึง 284 ม้า ถึงจะมีช่วงแร็ค ระบบเกียร์ 10 สปีด ​​EDU II แบ่งเป็นฝั่งเครื่องยนต์ 6 สปีด และฝั่งมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 4 สปีด ให้อัตราทดเฟืองท้ายมาแบบไม่ค่อยกว้าง เพียง 3.850 และอัตราทดแต่ละช่วงเกียร์ 1-6 ตั้งแต่ 4.407-0.695 ในภาคเครื่องยนต์และ 4 เกียร์ที่เหลือในภาคมอเตอร์ไฟฟ้า ตั้งแต่ 3.699-1.028 อัตราทดเฟืองท้ายเท่ากัน  3.850   จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่ความเร็ว 60-120 มีสะดุดจนเสียจังหวะขณะเร่งแซง อาจเป็นไปได้ว่าระบบเกียร์ 10 สปีดที่แบ่งเป็นชุดเกียร์ฟากเครื่องยนต์และชุดเกียร์ฟากมอเตอร์ทำงานไม่ประสานกันลงตัวจนมีการแบ่งจังหวะขัดๆกัน

    อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยจับในโหมด Normal ได้เวลาที่น่าพอใจอยู่ที่ 9.99 วินาที พอรับได้อยู่นะ อีกระบบหนึ่งถ้าไม่พูดก็ไม่สมบูรณ์แบบกับระบบชาร์จกลับเข้าแบตเตอรี่ขณะขับขี่ (Regenerative) หรือ KERS (Kinetic Energy Recovery System) การทำงานคล้ายๆกับ One- Pedal ที่แค่ใช้คันเร่งเป็นหลักในการเหยียบและชะลอ สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับ ได้ถึง 3 ระดับ ผมลองใช้ระดับที่ 3 เป็นระดับสูงสุด บนเส้นทางมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 มันก็ชาร์จกลับเข้ามาให้แต่ได้แค่เปอร์เซ็นต์ถึงสองเปอร์เซ็นต์เรียกว่าประคองแบตให้มีระดับเข้ามาบ้าง ถึงตอนชะลอมีอาการหน่วงเยอะไปหน่อย แต่ลงมาเลือกระดับ 2 หรือ 1 อาการหน่วงตอนชะลอก็ลดระดับลงไปส่วนอัตราสิ้นเปลืองวัดได้จากมาตรวัดนั้นทำได้ 17.8 กม./ลิตร

    MG

    การเก็บเสียงในย่านความเร็วกลางไปถึงสูงทำผลงานได้อย่างดีน่าพอใจ ถึงบางช่วงขับด้วยไฟฟ้า เสียงมอเตอร์กับเจเนอเรเตอร์ดังรอดเข้ามาในห้องโดยสารจนรู้สึกรำคาญ  ช่วงล่างเป็นอิสระสี่ล้อด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง ฟิลลิ่งการขับขี่แทบจะคล้ายกับ HS รุ่นเครื่อง 1.5 ลิตร และไม่ต่างจากรุ่นก่อนปรับโฉมแม้จะแบกแบตเตอรี่เข้ามาทำให้น้ำหนักเพิ่มมาอีก 200 กก. ยังหนึบแน่นเช่นเดิมแต่อาจน้อยกว่ารุ่น HS 1.5 ปกติ พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ให้น้ำหนักกำลังดี ตามความเร็วและโหมดการขับขี่ ถ้าจะขับสบายๆคล่องตัวโหมด Normal เหมาะที่สุด แต่ถ้าอยากได้ฟิวซิ่งแบบตึงมือต้องเลือก โหมด Sport จะตอบโจทย์ได้ดีระบบห้ามล้อเป็นดิสก์เบรกสี่ล้อ เบรกได้ฉับไว กดแป้นมากขึ้นถึง 25 % ระยะการเบรกสั้นพอสมควรเรียกว่ารับได้

    MG

    แบตเตอรี่ประจำในรถคันนี้เป็นแบตเตอรี่ Lithium-Ion แบบ 6 โมดูล โดยมีขนาดใหญ่ถึง 16.6 kWh ทำให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการสะสมพลังงานได้มากกว่าจึงวิ่งได้นานขึ้นทำระยะทางได้มากขึ้น การใช้เทคโนโลยีในมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Hairpin Design ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถดึงสมรรถนะของการส่งกำลังและลดอัตราการสูญเสียพลังงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Coolant ซึ่งดีกว่าระบบระบายความร้อนแบบปกติ ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยในการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก AMERICAN UL2580 และผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน IP67 ในการป้องกันน้ำและฝุ่น

    แน่นอนว่าคันนี้ชาร์จได้แค่ AC กระแสสลับ ชาร์จช้าโดยใช้อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ติดตั้งภายในบ้านหรือตู้บริการชาร์จไฟเอกชน ชาร์จไฟเต็มใช้เวลา 4.4 ชม. ส่วนการชาร์จไฟด้วย Adapter ที่ติดมากับตัวรถซึ่งจ่ายไฟ 2.3 kWh ชาร์จไฟเต็มใช้เวลา 7.3 ชม.

    Safety & Feature

    ความปลอดภัยนั้นไม่ต่างจาก MG HS PHEV รุ่นก่อนปรับโฉมที่มีความปลอดภัยทั้งพื้นฐานและตัวช่วยพิเศษช่วยเหลือผู้ขับขี่ Advanced Synchronized Protection System รวมทั้ง 25 ระบบ แต่รุ่นปรับโฉมเพิ่มมาอีก 1 ระบบ เป็น 26 ระบบนั่นคือ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Brake) พร้อมสารพัดฟังก์ชันความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ช่วยควบคุมการขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทั้งด้านหน้าและด้านท้ายรถ รวมกัน 11 ระบบรวมถึงระบบ AEB ด้วย ได้แก่ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection), ช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert), ช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning), ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist), ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning), ช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention), ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist), ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control), ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist), ช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning), เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)

    ความปลอดภัยพื้นฐานเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ 14 ระบบทั้ง จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX, ล็อกประตูอัตโนมัติ  (Speed Sensing Door Lock), เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และ ม่านถุงลมนิรภัย, กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง, กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer, ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง, ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์, โครงสร้างตัวถังนิรภัย (Full Space Frame) ฯลฯ

    ทั้งหมดที่กล่าวมานี่ความปลอดภัยขั้นเทพเกินค่าตัวโดยเฉพาะAdaptive Cruise กับ TJA ที่ช่วยให้รถขับตามคันหน้าได้ หยุดตามได้ออกตัวเองได้ แค่คอยเติมคันเร่งตอนออกตัว ถ้าจอดติดนานเกิน 3 วินาที อันนี้ลองแล้วรถติดๆนี่สบายเลย

    Verdict

    MGMG

    ถึงแม้เป็นเอสยูวีเสียบปลั๊กมาก่อนกาล ที่ให้พลังแรงประหยัดการขับขี่ที่สนุกบ้างถึงการตัดต่อของเครื่อง มอเตอร์ไฟฟ้า และเกียร์อาจไม่สมูทไม่ต่อเนื่องกัน เสียงเครื่องอาจคำรามไปบ้างไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้า หน้าตาปรับหล่อมีล้อลายใหม่เข้ามาแต่ก็ไม่ต่างจากรุ่นปกติสักเท่าไหร่ ถึงมีขลิบสีฟ้าเข้าไปในชุดโคมไฟหน้าก็ยังไม่มากพอที่จะบอกอัตลักษณ์ชัดเจนแต่ภาพรวมนั้นยังน่าสนใจให้ออปชันดีเครื่องเสียงดี BOSE ดี ระบบ I-Smart ทำงานใช้ได้ กับที่ค่าตัวได้เปรียบคู่แข่งญี่ปุ่นและยุโรปต่ำกว่าสองล้านเพียง 1,379,000 บาท ก่อนที่จะเจอตออันเบ้อเร่อเมื่อผู้ท้าชิงโดยตรงอย่าง HAVAL เตรียมเปิดตัวและราคา HAVAL H6 PHEV ในวันที่ 7 ตุลาคม งานนี้อาจมีหนาวๆร้อนๆกันบ้างสำหรับ MG HS PHEV รุ่นปรับโฉม

    ขอขอบคุณ เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ที่ให้ความอนุเคราะห์รถยนต์ MG HS PHEV รุ่น X มารีวิวในครั้งนี้

     

     

    ABOUT THE AUTHOR

    spot_img
    spot_img
    spot_img
    spot_img

    Latest Posts