อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ กำลังก้าวเข้าสู่ ยุคของเทคโนโลยีและนวัตกรรม อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ทรงพลังยิ่งขึ้น รวมถึงระบบขับขี่อัจฉริยะ ซึ่งกำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้ ล่าสุด ในฐานะยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้าของโลก จีนเปิดแผนยานยนต์ ปี 2569 มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับโลก
ตามรายงานของ Sina Report ประเทศจีน ระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศจีน (MIIT) ได้จัดการประชุมนโยบาย โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้ก้าวหน้า เพื่อรองรับ “The 15th Five-Year Plan” ของประเทศ
จีนเปิดแผนยานยนต์ ปี 2569
หนึ่งในแผนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนในปี 2569 คือการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกับพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้เทคโนโลยีในรถไฟฟ้ารวมทั้งระบบอัจฉริยะต่าง ๆ สามารถใช้งานได้จริง
รัฐบาลจีนเตรียมเดินหน้าแผนยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีน โดยมุ่งเน้นให้ประเทศสามารถผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีหลักได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
แผนดังกล่าวเน้นการพัฒนา 3 ด้านหลัก ได้แก่
- ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของรถยนต์
- วัสดุพื้นฐานที่ใช้ในการผลิต
- ซอฟต์แวร์และระบบควบคุมหลักของรถยนต์อัจฉริยะ
โดยระบุชัดเจนว่า แบตเตอรี่ All-Solid-State และ ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับสูง คือเทคโนโลยีหัวใจหลักสำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2569 และในอนาคต
แบตเตอรี่ Solid-State จากห้องแล็บสู่สายการผลิต
ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์สัญชาติจีนกำลังมีการเร่งพัฒนา แบตเตอรี่ All-Solid-State เพื่อรองรับทิศทางอุตสาหกรรมในปี 2569 โดยหลายบริษัทเริ่มขยับจากการวิจัยในห้องทดลอง สู่การสร้างต้นแบบและเริ่มมีการการผลิตจริงในโรงงาน
ค่ายหลักในประเทศอย่าง Dongfeng, Chery, Sunwoda และ SAIC มีความคืบหน้าไปไกลมาก โดยตั้งเป้าหมายของพลังงานแบตเตอรี่ไว้ที่ 350–600 Wh/kg ซึ่จะสามารถทำให้รถ EV วิ่งได้ไกลประมาณ 1,000–1,300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
โดยการพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่เพื่อให้เข้าสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะทางวิ่งไกลขึ้น ใช้งานได้นานขึ้น และลดการพึ่งพาหรือการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีนี้
การขับขี่อัตโนมัติระดับ L3ใกล้ใช้งานจริงบนถนน
ส่วนระบบการขับขี่อัตโนมัติระดับ L3 ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนหลายรายได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น BYD, Xpeng, Li Auto, Changan Deepal และ Arcfox ซึ่งผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับใบอนุญาตทดสอบระบบ L3 และเริ่มทดสอบใช้งานจริงบนถนนที่กำหนด ในการเก็บข้อมูลจากการทดลองใช้งานจริงเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อทั้งระบบ AI ในรถ, การทำงานของเซนเซอร์ และการเชื่อมต่อระบบคลาวด์
ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้อนุมัติให้มีการ จำหน่ายรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ L3 ชุดแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งเปิดทางให้รถยนต์ที่มีระบบขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข สามารถนำมาใช้งานได้จริงภายใต้กรอบและข้อกำหนดที่กำหนดไว้
โดยปี 2568 ถูกมองว่าเป็นปีสำคัญในการนำเทคโนโลยี L3 เข้าสู่ตลาดเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศจีน สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการผลักดันระบบคมนาคมอัจฉริยะและยานยนต์อัจฉริยะตามเป้าหมายของประเทศ
ขยายตลาดและปรับนโยบายให้รองรับความต้องการ
เพื่อผลักดันการใช้งานรถไฟฟ้า และรถยนต์อัจฉริยะ ภาครัฐยังเดินหน้าสนับสนุนมาตรการด้านตลาดในหลายด้าน
- ส่งเสริม โครงการแลกเปลี่ยนรถยนต์เก่า
- เพิ่มการใช้งาน รถบรรทุกพลังงานใหม่ ในภาคขนส่ง
- ปรับปรุงกฎระเบียบด้าน ประกันภัยสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)
เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น
มาตรการเหล่านี้เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมและกระตุ้นยอดขาย ในช่วงที่ตลาดรถไฟฟ้ายังเผชิญการแข่งขันรุนแรง รวมถึงแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนในตลาดโลก
ทั้งนี้ภาครัฐจะเข้ามาดูแลตลาดรถยนต์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันราคาที่รุนแรง โดยจะมีการติดตามต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่าย รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้า และช่วยให้ตลาดยานยนต์จีนเติบโตอย่างมั่นคง
ในระดับนานาชาติ จีนยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหลาย ๆ ประเทศ ทั้งด้านการค้าขาย การลงทุน และเทคโนโลยี โดยต้องการให้การขยายธุรกิจไปต่างประเทศเป็นมีความรอบคอบ ไม่เสี่ยงเกินไป และมีทิศทางที่ชัดเจน เพื่อจะสามารถสร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว
ข้อมูลจาก :carnewschina.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com










