หลังจากเกิดเหตุการณ์รถไฟชนกับรถประจำทางสาย 206 ในเดือนที่ผ่านมา หลังจากนี้ การเดินรถไฟในพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง เห็นชอบกาศให้ กรุงเทพฯ เตรียมเป็นเขตเฝ้าระวังพิเศษ กำหนดช่วงเวลาเดินรถไฟสินค้า จำกัดความเร็ว และห้ามขบวนรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมวางแผนพัฒนาระบบรางในระยะยาว ผลักดันการท่องเที่ยวทางราง และออกกฎหมายรองเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรางทั้งระบบ

กรุงเทพฯ กำลังจะเป็นเขตเฝ้าระวังพิเศษ จำกัดเวลาเดินรถไฟ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง มีมติเห็นชอบเตรียมประกาศให้พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นเขตเฝ้าระวังพิเศษ
พร้อมมีมาตรการสำคัญคือ
- ห้ามขบวนรถไฟสินค้าวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ยกเว้นเฉพาะช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. รวมถึงเส้นทางเข้าสู่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง)
- จำกัดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ห้ามรถไฟขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเดินรถในพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยหลังจากนี้จะมีการจัดทำเป็นร่างกฎกระทรวง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
นอกจากนี้ในที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง คณะอนุกรรมการบูรณาการพัฒนาการท่องเที่ยวทางราง เพื่อเป็นกลไกประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
เป้าหมายคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางภายใต้แนวคิด การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวทางรางให้เติบโตมากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่น

ระบบราง กทม. เตรียมเชื่อมต่อทุกการเดิน
ในที่ประชุมยังมีอีกหนึ่งมติที่สำคัญ คือการเห็นชอบแผนพัฒนาระบบการขนส่งทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าในระยะยาว
โดยจะมีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เชื่อมต่อการเดินทางแบบไร้รอยต่อ พร้อมเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่นในรูปแบบ Feeder เพื่อให้การเดินทางสะดวกขึ้น ลดปัญหาการจราจร และรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต
อีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความเห็นชอบ คือร่างกฎหมายลำดับรอง 6 ฉบับ ที่จะเข้ามากำหนดมาตรฐานการประกอบกิจการขนส่งทางราง ตั้งแต่หลักเกณฑ์การขอใบอนุญาต
โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ
- ผู้ประกอบการจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
- ต้องมีทุนจดทะเบียนตามเกณฑ์ที่กำหนด
- ใบอนุญาตจะต้องมีอายุไม่เกิน 30 ปี
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดมาตรฐานของรถขนส่งทางราง ทั้งด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย รวมถึงกำหนดคุณสมบัติของพนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ ไม่ว่าจะเป็นอายุ สุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และทักษะในการปฏิบัติงาน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงคือ เปิดให้สามารถแสดงใบอนุญาตในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทั้งใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่และใบอนุญาตตัวรถขนส่งทางราง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกขึ้น
ส่วนด้านผู้ประกอบกิจการต้องจัดทำประกันความเสียหายให้ครอบคลุมตลอดอายุใบอนุญาต โดยกำหนดวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำตามประเภทของใบอนุญาตและมูลค่าโครงการ เพื่อให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของกิจการ และเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชน

การใช้บริการระบบรางต้องปลอดภัย
สำหรับมาตรฐานด้านความปลอดภัย รถขนส่งทางรางทุกประเภทจะต้องผ่านการจดทะเบียน มีโครงสร้างที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัย พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้ครบถ้วน
ภายในตัวรถยังต้องจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับผู้ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ เพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุม
ส่วนพนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ จะต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย การประเมินสุขภาพจิต ที่สำคัญต้องไม่เป็นผู้ติดสารเสพติด และต้องผ่านการทดสอบทักษะวิชาชีพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
ข้อมูลจาก : dailynews.co.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com











