Geely Galaxy Cruiser 700 SUV ปลั๊กอินไฮบริดสายลุยขนาดใหญ่ลงสู่สนามรบ เป็นการเปิดตัวสถาปัตยกรรมออฟโรดพลังงานใหม่ หรือ Native New-Energy Off-Road Architecture เป็นครั้งแรกของค่าย ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าโดยเฉพาะ ไม่ใช่การเอาแชสซีส์รถสันดาปเดิมมาดัดแปลง

หลังจากที่ Geely ได้เผยโฉมคอนเซปต์ของโมเดลนี้ไปเมื่อช่วงต้นปี เพื่อท้าชนกับตัวเก๋าในตลาดอย่าง Land Rover Defender ล่าสุดได้มีภาพหลุดของรถทดสอบวิ่ง (Production-Test Vehicles) ในจีนออกมาให้เห็นเป็นระยะ ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
เจาะสเปคพื้นฐาน: แพลตฟอร์มสายลุยยุคหน้า
ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าโครงสร้างตัวถังของ Cruiser 700 อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์:
-
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (Tri-Motor 4WD)
-
ระบบช่วงล่างไฮดรอลิกแบบปรับระดับอัตโนมัติ (Active Hydraulic Suspension)
-
ช่วงล่างแบบปีกนกคู่ 2 ชั้น (Double-Wishbone) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
-
โครงสร้างตัวถังแบบ Integrated-Frame (แชสซีส์แบบขั้นบันไดที่ออกแบบร่วมกับตัวถัง)
-
ความทนทานต่อการบิดตัวของตัวถัง (Torsional Rigidity) สูงเกินกว่า 40,000 N·m/deg ซึ่งเทียบเท่ากับซูเปอร์คาร์หรือรถออฟโรดระดับหรู
แต่สิ่งที่ทำให้คนในวงการยานยนต์ต้องหันมามอง คือข้อมูลหลุดจากเอกสารสิทธิบัตรล่าสุดของ Geely รหัส CN118769884A ที่เผยให้เห็นวิธีจัดการแรงบิดของเพลาท้ายเมื่อต้องใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แยกขับเคลื่อนล้อซ้าย-ขวาอย่างอิสระ
แตกต่างอย่างไร: เพลามอเตอร์คู่ VS เฟืองท้าย (Differential) แบบเดิมๆ
ในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบกลไกดั้งเดิม (Mechanical 4WD) “เฟืองท้าย” หรือ Differential จะทำหน้าที่อนุญาตให้ล้อซ้ายและขวาหมุนด้วยความเร็วที่ต่างกันได้ในขณะเข้าโค้ง แต่ในระบบเพลาไฟฟ้ามอเตอร์คู่ (Dual-Motor Electric Axle) ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
เนื่องจากล้อแต่ละข้างจะมีมอเตอร์ของตัวเองคอยสั่งการและส่งกำลังโดยตรง ความเร็วของล้อจึงถูกควบคุมด้วยสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชุดเฟืองท้ายแบบเดิมๆ อีกต่อไป
ข้อดีและข้อจำกัด: การใช้มอเตอร์แยกฝั่งแบบนี้ ช่วยให้รถสามารถทำระบบ Torque Vectoring (การแปรผันแรงบิดเข้าสู่ล้อแต่ละข้างเพื่อช่วยจิกเข้าโค้ง) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมาก แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อรถไปลุยออฟโรด หากล้อข้างใดข้างหนึ่งเกิดลอย หรือตกลงไปในพื้นผิวที่ลื่นมากๆ (Low-grip) จนเกิดอาการ “ล้อฟรี” แรงบิดจากมอเตอร์ฝั่งนั้นจะไม่สามารถส่งข้ามไปช่วยล้ออีกฝั่งที่มีแรงยึดเกาะได้เลย
ทางออกในสิทธิบัตร: ชุบชีวิตแนวคิด Viscous Coupling สู่ยุค EV
เพื่อแก้ปัญหานี้ สิทธิบัตรของ Geely จึงนำเสนอวิธีเชื่อมต่อเพลาขับท้ายทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน ผ่าน “กลไกล็อกแบบเชื่อมต่อด้วยของเหลว” (Fluid-Coupled Locking Mechanism) ที่ติดตั้งไว้ตรงกลางระหว่างเพลาขับ
แนวคิดนี้ละม้ายคล้ายคลึงกับเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบทอร์กเซนหรือลิมิเต็ดสลิปแบบหนืด (Viscous LSD) ในรถขับสี่สมัยก่อน แต่ต่างตรงที่ไม่ได้ยัดไว้ในชุดเฟืองท้ายกลไก แต่เป็นการนำมาคร่อมไว้ระหว่างเพลาขับไฟฟ้าสองเส้นที่แยกจากกัน ทำให้รถยังคงได้ข้อดีเรื่อง Torque Vectoring ตอนวิ่งบนถนนเรียบ และได้ระบบ Locking Differential โดยอัตโนมัติเมื่อไปลุยทางฝุ่น
นอกจากนี้ ระบบนี้ยังเหนือกว่าระบบ Traction Control ยุคใหม่ที่ใช้วิธี “เบรกจับล้อที่ฟรี” (Brake-based Traction) เพราะระบบของ Geely เป็นการส่งต่อแรงบิดทางตรงระหว่างเพลา (Direct Torque-Sharing Path) โดยไม่ต้องเสียกำลังรถไปกับการเบรก และวิศวกรยังสามารถปรับจูนคุณสมบัติของเหลวหนืดนี้ให้เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน เช่น โหมดถนนเรียบ หรือโหมดออฟโรดโหดๆ ได้อีกด้วย
ทำไมเทคโนโลยีนี้ถึงน่าจับตามอง?
ปัจจุบัน รถออฟโรดไฟฟ้าหลายรุ่นในตลาดมักใช้วิธีเขียนซอฟต์แวร์สั่งการระบบเบรกเพื่อจำลองหน้าที่ของดิฟล็อก (Diff-lock) แต่ทางแก้ตามสิทธิบัตรของ Geely เป็นการใช้ ฮาร์ดแวร์เข้ามาจัดการแบบกลไกอัตโนมัติ ทันทีที่เกิดความเร็วรอบต่างกัน ซึ่งเหมาะเจาะมากกับระบบ Tri-Motor ของ Cruiser 700 เพราะมันจะช่วยรวมข้อดีด้านการตอบสนองที่ฉับไวของมอเตอร์ไฟฟ้า เข้ากับพลังในการเอาตัวรอดจากหล่มโคลนของระบบดิฟล็อกแบบกลไกดั้งเดิมได้อย่างลงตัว
บริบทของแบรนด์ Geely Galaxy ในตลาด
Cruiser 700 ถูกคาดหมายให้เป็นยนตรกรรมระดับเรือธงที่ทะเยอทะยานที่สุดในไลน์อัพของ Geely Galaxy ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอ้างอิงข้อมูลยอดขายในจีนล่าสุด (เมษายน 2026) รุ่นที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ยังคงเป็นรถครอสโอเวอร์และซีดานยอดนิยม ดังนี้ครับ:
-
Geely Galaxy E5: ยอดขาย 5,876 คัน (อันดับ 1 ของแบรนด์)
-
Geely Galaxy Starshine 8: ยอดขาย 3,778 คัน
-
Geely Galaxy A7: ยอดขาย 3,455 คัน
-
Geely Galaxy M9: ยอดขาย 3,103 คัน
การส่งพี่ใหญ่สายลุยอย่าง Cruiser 700 ลงสู่ตลาดในช่วงหลังจากนี้ จึงเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ Galaxy ขึ้นไปอีกขั้น เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาก็มีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนขั้นสูงที่พร้อมฟัดกับแบรนด์ออฟโรดระดับโลกได้เช่นกัน
Source: CarNewsChina













