BYD ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) จากจีน ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า พวกเขากำลังซุ่มพัฒนา “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” (Humanoid Robots) หรือหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ ซึ่งถือเป็นแถลงการณ์ต่อสาธารณะที่ชัดเจนที่สุดของแบรนด์ในการขยายอาณาจักรเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของยานยนต์

ตามรายงานจากสื่อเศรษฐกิจจีน First Financial ระบุว่า หลี่ เค่อ (Stella Li) รองประธานบริหารของ BYD ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้โปรเจกต์หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของบริษัทกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเธอเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดผู้ชนะในสมรภูมินี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ศักยภาพด้านการผลิต (Manufacturing), ซอฟต์แวร์ (Software) และฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารระดับสูงของ BYD ยังชี้ให้เห็นว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ในยานยนต์ (Automotive AI) และเทคโนโลยีหุ่นยนต์นั้น “ใช้รากฐานทางเทคโนโลยีร่วมกัน” และหากในอนาคตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กลายมาเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปประจำบ้าน BYD ก็พร้อมที่จะใช้เครือข่ายผู้จำหน่าย (Dealer Network) ของรถยนต์ที่มีอยู่ทั่วโลก เป็นช่องทางในการกระจายสินค้าและให้บริการทันที
บล็อกเทคโนโลยีที่ซ้อนทับ: เมื่อ “รถยนต์อัจฉริยะ” และ “หุ่นยนต์ลุยงาน” คือเรื่องเดียวกัน
หลี่ เค่อ อธิบายว่า ความเชี่ยวชาญด้าน AI ยานยนต์ของ BYD สามารถนำมาปลั๊กอินเข้ากับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้อย่างไร้รอยต่อ เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมต่างต้องพึ่งพาเสาหลักทางวิศวกรรม 5 ด้านเหมือนกัน:
-
ระบบรับรู้ (Perception): กล้อง, เซนเซอร์, และเรดาร์ต่างๆ
-
การตัดสินใจ (Decision-making): สมองกลส่วนกลาง
-
การควบคุมการเคลื่อนไหว (Motion Control): ตัวขับเคลื่อน (Actuators)
-
การบูรณาการซอฟต์แวร์ (Software Integration)
-
วิศวกรรมฮาร์ดแวร์ (Hardware Engineering)
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์หนึ่งตัวเป็นการรวมร่างของเทคโนโลยีที่ถูกใช้งานอยู่แล้วในรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง, ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า, แบตเตอรี่, แพลตฟอร์มการประมวลผลความเร็วสูง และโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Large AI Models) ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD ยังมีความได้เปรียบที่สตาร์ทอัปสายหุ่นยนต์ทั่วไปไม่มี นั่นคือ “ประสบการณ์การผลิตในระดับ Mass Production” การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขนาดมหึมา และความเชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยขั้นสูง (Safety-critical Systems)
เปิดกว้างแบบ “Open Platform” ไม่ผูกขาดทำเองคนเดียว
นอกจากการพัฒนาสินค้าของตัวเองภายใต้รหัสภายใน “Yao-Shun-Yu” (เหยา ชุ่น อวี่) ที่ตั้งเป้าจะเริ่มนำร่องใช้งานภายในโรงงานก่อนแล้ว BYD ยังมองไกลถึงการสร้าง “Open Platform” หรือแพลตฟอร์มระบบเปิด
กลยุทธ์นี้หมายความว่า BYD จะไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่การขายหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นเองในบ้าน แต่จะเปิดกว้างในการผลิตหุ่นยนต์ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีภายนอก (Cooperation) ซึ่งโมเดลธุรกิจนี้จะคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ด้านยานยนต์ของ BYD ในปัจจุบัน ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีแกนหลัก (Core Tech) ด้วยตัวเอง แต่ยังคงรักษาเครือข่ายซัพพลายเออร์และพันธมิตรทางธุรกิจเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งอาจทำให้ BYD กลายเป็นผู้รับจ้างผลิต (Contract Manufacturer) รายใหญ่ในวงการหุ่นยนต์ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยกรอบเวลาในการจำหน่ายเชิงพาณิชย์, สเปคอย่างเป็นทางการ หรือตัวเลขงบลงทุนที่แน่ชัดออกมา
สมรภูมิใหม่ค่ายรถจีน: สงคราม “หุ่นยนต์เดินได้” เริ่มปะทุ
ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ BYD เท่านั้นที่กระโดดลงมาร่วมวงศึกษาหุ่นยนต์เพื่อขยายขอบเขตทางเทคโนโลยี (Technology Stacks) แต่ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนรายอื่นๆ ก็กำลังเร่งเครื่องในเซกเมนต์นี้เช่นกัน:
-
Chery: ได้เริ่มวางจำหน่ายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เชิงพาณิชย์ไปล่วงหน้าแล้วเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยตัวหุ่นมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 0.7 kWh เคาะราคาจำหน่ายที่ 280,000 หยวน (หรือราวๆ 1.38 ล้านบาท) ขึ้นแท่นเป็นค่ายรถจีนรายแรกๆ ที่ทำเงินจากหุ่นยนต์ได้จริง
-
Xpeng: เดินหน้าเชื่อมโยงกลยุทธ์ AI ยานยนต์เข้ากับหุ่นยนต์เช่นกัน โดยวางหมากให้ปัญญาประดิษฐ์, ระบบขับขี่อัตโนมัติ และ Embodied AI (AI ในร่างหุ่นยนต์) อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าจะส่งหุ่นยนต์ไปทำหน้าที่เป็น “ช้อปปิ้งไกด์” คอยแนะนำลูกค้าในโชว์รูมรถยนต์ Xpeng ภายในอนาคตอันใกล้
ข้อมูลเสริม: อัปเดตสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ของ BYD

แม้จะหันมาลุยตลาดหุ่นยนต์ แต่ในฝั่งยานยนต์ BYD ยังคงรักษาตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยในเดือนเมษายน 2026 ที่ผ่านมา ทำยอดขายทั่วโลกไปได้ถึง 321,123 คัน โดยโมเดลที่ท็อปฟอร์มที่สุดในเดือนนั้นคือ:
-
BYD Sealion 06 (ซีไลออน 06): ยอดส่งมอบ 19,649 คัน
-
BYD Yuan UP (หยวน อัป): ยอดส่งมอบ 15,658 คัน
-
BYD Dolphin (ดอลฟิน): ยอดส่งมอบ 14,218 คัน
การที่ผู้บริหารออกมาเปิดไพ่เรื่อง “เครือข่ายดีลเลอร์” แสดงให้เห็นว่า BYD ไม่ได้มองหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นเพียงแค่โปรเจกต์งานวิจัยในห้องแล็บระยะยาว แต่พวกเขากำลังวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต การจัดจำหน่าย และการสนับสนุนหลังการขายไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมพร้อมรับยุคที่ “หุ่นยนต์” จะกลายมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านในวันข้างหน้าครับ
Source: CarNewsChina











