ทุกวันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว มีทั้งค่ายรถหน้าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกพัฒนาออกสู่ตลาด โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนปัจจุบันรถใหม่ที่ขายในจีนเกือบครึ่งประเทศเป็นรถพลังงานใหม่ แต่สวนทางภาพรวมของรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนน กลับมีสัดส่วนแค่ 12% เท่านั้น ทำให้รัฐบาลจีนตั้งเป้าใหม่ ดันสัดส่วนรถพลังงานใหม่บนถนนแตะ 30% ภายในปี 2030
รถใหม่ขายได้ครึ่งประเทศ แต่มี NEV แค่ 12%
ปัจจุบัน จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยเฉพาะตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่เรียกได้ว่ามีจำนวนมากที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุมทั้ง
- รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)
- รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
- รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรถทั้งหมดที่ใช้งานอยู่บนท้องถนน รถยนต์พลังงานใหม่ยังคิดเป็นเพียง 12.01% ในประเทศเท่านั้น

จีนเร่ง ดันสัดส่วนรถพลังงานใหม่บนถนนแตะ 30%
ข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน (MPS) ระบุว่า ช่วงสิ้นปี 2025 ประเทศจีนมีจำนวนรถยนต์พลังงานใหม่สะสมบนท้องถนนประมาณ 43.97 ล้านคัน โดยเกือบ 69% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)
นอกจากนี้ ตลอดปี 2025 จีนมียอดจดทะเบียนรถใหม่อยู่ที่ประมาณ 34.2 ล้านคัน ซึ่งเกือบครึ่งของรถที่จดทะเบียนใหม่ทั้งหมดเป็นรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าหมายให้รถยนต์พลังงานใหม่มีสัดส่วนเป็น 30% ของรถทั้งหมดบนท้องถนนภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนแค่ 12.01% ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่บนท้องถนนอีกมากภายใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
แต่การจะทำให้ได้ตามเป้าก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากยอดขายรถใหม่ในจีนหดตัวต่อเนื่องมาหลายเดือน รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีบางส่วนที่เริ่มสิ้นสุดลง ซึ่งอาจทำให้ตลาดรถยนต์ชะลอตัวมากกว่าเดิม
รถอายุน้อย ข้อได้เปรียบของจีน
แม้ตลาดรถใหม่จะติดขัดอยู่บ้าง แต่จีนก็ยังมีข้อได้เปรียบบางอย่างที่ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตของรถยนต์พลังงานใหม่ นั่นก็คือคืออายุเฉลี่ยของรถยนต์ที่ต่ำกว่า 7 ปี ทำให้การหมุนเวียนเปลี่ยนรถใหม่เกิดขึ้นเร็วกว่าหลายประเทศ
ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ารถส่วนใหญ่ในจีนมีอายุการใช้งานไม่นาน วงจรการเปลี่ยนรถคันใหม่ก็อาจเกิดขึ้นเร็ว ทำให้รถยนต์พลังงานใหม่เข้ามาแทนที่รถเครื่องยนต์สันดาปภายในได้เร็วขึ้น และช่วยให้สัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่บนท้องถนนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สวนทางกับสหรัฐอเมริกาที่มีอายุเฉลี่ยของรถยนต์ที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนสูงถึง 12.8 ปี การเปลี่ยนรถคันใหม่จึงเกิดขึ้นช้ากว่า และต้องใช้เวลานานกว่าที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน

รถบรรทุกพลังงานใหม่ อีกเป้าหมายของจีน
การเพิ่มจำนวนรถยนต์พลังงานใหม่เป็นส่วนหนึ่งของแผน “15th Five-Year Carbon Peaking Action Plan” ของจีน ที่มีเป้าหมายคือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2030
รัฐบาลจีนตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลง 17% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งแผนนี้ไม่ได้เน้นเฉพาะรถยนต์นั่งเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ โดยตั้งเป้าให้รถยนต์พลังงานใหม่มีสัดส่วน 25% ของรถเพื่อการพาณิชย์ทั้งหมดภายในปี 2030
โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันการใช้รถบรรทุกพลังงานใหม่ในไซต์ก่อสร้าง ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งปัจจุบันยังพึ่งพารถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก
นอกจากนี้ จีนยังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ทั้งสถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์พลังงานใหม่ทั่วประเทศ
ข้อมูลจาก : carscoops.com, cnevpost.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com











