ข่าวดีของคนเดินทาง กระทรวงคมนาคมประกาศทิศทางใหม่ เตรียมผลักดันการใช้ รถเมล์ไฟฟ้า อย่างจริงจัง ลดการพึ่งพาน้ำมัน รับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ผลักดันการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อชีวิตคนเมืองโดยตรง
แถลงการณ์ทิศทางกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยอีก 3 ท่าน ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี ร่วมมอบนโยบายและทิศทางการทำงานให้กับหน่วยงานในสังกัด โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และประธานกรรมการหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด เข้าร่วมประชุม
ภาพรวมของการแถลงงาน ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคมครั้งนี้ คือการจัดโครงสร้างบริการเพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจน โดยมีการกระจายความรับผิดชอบลงสู่ภูมิภาค พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐให้เกิดผลเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
จัดทัพใหม่ กระจายงานเดินหน้าเต็มระบบ
เพื่อให้การบริหารงานเกิดประสิทธิภาพและตอบสนองนโยบายได้สูงสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 ท่าน เข้ามาช่วยกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ และขยายงานให้ทั่วทุกภูมิภาค ดังนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางบก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ขนส่ง จำกัด และด้านคมนาคมทางราง ได้แก่ กรมการขนส่งทางราง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกำกับดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ มอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางอากาศ ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด สถาบันการบินพลเรือน บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ
นายสรรเพชญ บุญญามณี มอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด
4 นโยบายหลัก ผลักดันขนส่งไทย
ทิศทางการทำงานถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนใน 4 แกนสำคัญ โดยเน้นประโยชน์ของประชาชนควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำมาใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ดังนี้
1. ลดภาระค่าใช้จ่าย ยกระดับความปลอดภัย
โดยจะมุ่งไปที่การลดต้นทุนการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชน พร้อมจัดระเบียบและแก้ไขจุดเสี่ยงบนท้องถนนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหางานก่อสร้างที่ค้างคา เพื่อคืนพื้นผิวจราจรให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และยกระดับความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน
2. กระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งเงินหมุนเวียนในระบบ
โดยจะมีการเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณและผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงานในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับโครงการ Quick Win จำนวน 39 โครงการ เป็นลำดับแรก เพื่อให้เห็นผลในระยะสั้น
3. เปลี่ยนผ่านสู่ขนส่งพลังงานสะอาด (Green Transport)
ผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมยกระดับคุณภาพอากาศ และช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในระยะยาว
4. วางรากฐานอนาคต เปิดทางเอกชนร่วมลงทุน
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้รองรับการเติบโตในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ สร้างบรรยากาศการลงทุน และช่วยลดภาระทางการเงินของภาครัฐในระยะยาว
เร่งการใช้งานรถเมล์ไฟฟ้า ไม่รอของใหม่ เช่าเอกชนใช้ก่อน
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของนโยบายครั้งนี้คือการเร่งผลักดันรถเมล์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจริง
นายพิพัฒน์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานปรับตัวตามสถานการณ์โลกเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านพลังงาน หากสามารถเปลี่ยนจากน้ำมันเป็นไฟฟ้าได้ ขอให้เร่งดำเนินการทันที
ทั้งนี้ ปัจจุบัน องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้สั่งซื้อรถเมล์โดยสารไฟฟ้า (EV) ไว้แล้วจำนวน 1,520 คัน ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบช่วงมีนาคม 2570 แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอนาน ช่วงระหว่างรอการส่งมอบ กระทรวงคมนาคมมีแผนระยะเร่งด่วน โดยอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดกับเอกชนที่มีรถเมล์ไฟฟ้าเหลือใช้งาน และผู้บริหาร ขสมก.
เบื้องต้นพบว่ามีรถเมล์โดยสารไฟฟ้า (EV) เหลืออยู่ประมาณ 800 คัน ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเรื่องราคาและเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความต้องการเร่งให้ประชาชนเห็นผลโดยเร็ว เพราะหากรอการจัดหาตามขั้นตอนปกติอาจต้องใช้เวลาถึงปีหน้า
รถเมล์ไฟฟ้า ทางออกระยะยาวของระบบขนส่ง
การผลักดันรถเมล์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน แต่คือการยกระดับระบบขนส่งในภาพรวม เนื่องจากรถเมล์ไฟฟ้ามีจุดเด่นเรื่องการลดมลพิษ ไม่มีไอเสีย ลดเสียงรบกวน และอาจช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ในระยะยาว ที่ส่งผลต่อค่าโดยสารและงบประมาณของภาครัฐโดยตรง
ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบนี้แล้ว เช่น ประเทศจีนที่มีการใช้งานรถเมล์ไฟฟ้าในเมืองใหญ่จำนวนมาก รวมถึงยุโรปที่เร่งปรับ fleets ขนส่งสาธารณะ เป็นพลังงานสะอาด เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
สำหรับประเทศไทย การเริ่มต้นเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน เหมือนเป็นการวางฐานสำคัญในระยะยาว หากสามารถเดินหน้าได้ตามแผน ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 แต่ยังเป็นการปรับโครงสร้างระบบขนส่งให้สอดรับกับทิศทางโลก ที่กำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจทำให้ภาพจำของรถเมล์ไทยในอนาคต เปลี่ยนไปทั้งในแง่คุณภาพบริการ ความสะดวกสบาย และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ข้อมูลจาก : ejan.co
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com













