ในเมืองไทยพึ่งจะเปิดตัว Land Rover Defender OCTA รุ่นเรือธงตัวแรงในราคา 22 ล้านบาท ไม่นานต่างประเทศเปิดตัว Land Rover Defender MY2026

สำหรับรุ่น MY2026 ของ Land Rover Defender ปรับยกตระกูลทั้งรุ่นตัวถัง 3 ประตู (90) รุ่น 5 ประตูมาตรฐาน (110) รุ่น 5 ประตูฐานล้อยาว (130) และรุ่นเรือธง Defender OCTA
ปรับกันเล็กๆน้อยพอเป็นกระสัยเริ่มที่ภายนอกไฟหน้า Matrix LED ปรับกรอบไฟหน้าใหม่เป็นกรอบสีเงินทรง 8 เหลี่ยมในดวงไฟหน้าหลัก พร้อมไฟ signature DRL ในโคมเดียวกัน ปรับมุมไฟซ้าย-ขวาใหม่แบบเต็มกรอบ 2 ดวงและไฟตัดหมอกหน้า LED เป็นออปชันมาตรฐานเข้ามาเสริมความสว่าง
กระจังหน้าติดตราโลโก้ดีไซน์ใหม่เป็นสีสีดำเงา พร้อมกันชนหน้า-หลังปรับความละเอียดของพื้นผิวใหม่ ฝากระโปรงหน้ากับช่องระบายอากาศด้านข้างตัวรถปรับรายละเอียดใหม่เป็นลวดลายพื้นผิวใหม่แทนลายเดิมพลาสติกลายตารางหมากรุก ไฟท้าย LED ทรงเรียบง่ายตกแต่งสีเข้มใหม่
ล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว 7 ก้าน สีเทาเข้ม พร้อมยาง 275/45ZR22 ทางด้านรุ่น Defender OCTA ปรับรายละเอียดลวดลาย Textured Graphite และตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งภายในและภายนอก

ออปชันเดิมทั้งช่องกระจกเล็กๆ Alpine Light Window ซ้าย-ขวา ตรงส่วนหลังคา ถอดแบบตำนานคลาสสิก ราวหลังคาสีดำทรงบิ๊วอิน หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ เสาอากาศครีบฉลาม กระจกมองข้างและที่เปิดประตู ด้านหลังมาพร้อมไฟตัดหมอกหลัง
ไฟเบรกดวงที่ 3 ฝาท้ายประตูเปิดแบบบานใหญ่พร้อมเปิดปิดด้วยระบบสุญญากาศ ติดตั้งยางอะไหล่ห้อยบนฝาท้าย และกันชนหลังออกแบบให้ดุด้วยสีเดียวกับตัวรถ พร้อมตะขอลากรถคู่และล้ออัลลอยตั้งแต่
- ขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 255/70R18
- ขนาด 19 นิ้วพร้อมยาง 255/65R19
- ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/60R20

ภายในปรับใหม่ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหม่ 13.1 นิ้ว แทนขนาดเดิม 11.4 นิ้ว รวมถึงคันเกียร์ออกแบบใหม่จับกระชับขึ้น
พร้อมออปชันเดิมทั้งเทคโนโลยีอัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติแบบ Over The Air จึงมีการอัปเดตอยู่เสมอบนหน้าจอสัมผัส Pivi Pro ลำโพงจาก Meridian
ช่องเสียบชาร์จ USB-C เพื่อชาร์จอุปกรณ์ขณะเดินทางช่วยให้ผู้โดยสารสะดวกสบายมากขึ้น เครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาและหลังแบบ 3-4 โซนพร้อมระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร (Cabin Air Purification Plus)
ผสานรวมเทคโนโลยี nanoeTMX สำหรับการลดสารก่อภูมิแพ้ และการกำจัดเชื้อโรค เพื่อช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์และไวรัสจำนวนมาก นอกจากนี้ระบบจัดการ CO2 และการกรองอากาศ PM2.5 ในห้องโดยสารยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารให้ดีขึ้น
โดยตรวจสอบอากาศภายในและภายนอก และปรับให้เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะได้สัมผัสกับคุณภาพอากาศที่ดีที่สุดพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 4 ก้านดีไซน์จับกระชับมือ

เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า 14 ทิศทาง พร้อมห้องโดยสารทั้งแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง เบาะนั่งตอนที่ 2 พับแบบ 40:20:40 จะมีพื้นที่ 972 ลิตรในรุ่น 110 ด้านรุ่น 130 มาแบบ 3 แถว 8 ที่นั่ง
เมื่อพับเบาะลงไปตั้งแต่ด้านหน้าฝั่งคนนั่ง ตอนที่ 2 จะมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระมากถึง 2,291 ลิตร แต่ถ้าพับเบาะตอนที่ 2 แบบ 40:20:40 กับตอนที่ 3 จะพื้นที่ถึง 1,232 ลิตร และพับเบาะตอนที่ 3 อย่างเดียวมีพื้นที่ถึง 389 ลิตร และสามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุด 3,893 ลิตร
ขุมพลังหลากหลายตั้งแต่รุ่น D300 กับ ดีเซลเทอร์โบ Mild Hybrid (MHEV) ขนาด 3.0 ลิตร 300 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิเ 650 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ภายใต้รหัส DT306 จับคู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับที่มีกำลังไฟขนาดเล็ก 48V และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รองรับแรงบิดมากถึง 1,400 นิวตันเมตร ช่วยเสริมพละกำลังการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์

เบนซินเทอร์โบ PHEV- Plug in Hybrid หรือ P400e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร Ingenium PT204 300 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,500-4,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 143 แรงม้าและความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 19.2 kWh
เมื่อทำงานร่วมกันจะได้แรงม้ามากถึง 404 แรงม้า แรงบิด 640 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุดในโหมดไฟฟ้า 43 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
มาพร้อมกับสายชาร์จ Mode 2 ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สายชาร์จ Mode 2 จะใช้เวลาประมาณเจ็ดชั่วโมงในการชาร์จให้ถึง 100% จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชาร์จที่บ้านแบบข้ามคืนและด้วยการใช้ตัวชาร์จแบบชาร์จไวขนาด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80% ภายใน 30 นาที
ตัวแรงมี 2 ความแรงทั้ง เบนซินเทอร์โบ P525 5.0 ลิตร V8 525 แรงม้าที่ 6,000-6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 625 นิวตันเมตรที่ 2,500-5,500 รอบต่อนาที ท็อปสปีดของทั้งคู่อยู่ที่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รุ่นแรง OCTA P635 ด้วยเบนซินเทอร์โบคู่พลัง V8 รหัส S68B44B จาก BMW ขนาด 4.4 ลิตร 635 แรงม้าที่ 5,855-7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 750 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,855 รอบต่อนาที เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 4 วินาที ท็อปสปีดอยู่ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พร้อมระบบ MHEV–Mild Hybrid จับคู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับที่มีกำลังไฟขนาดเล็ก 48 V และแบตเตอรี่แบบ lithium-ion battery รองรับแรงบิดมากถึง 1,400 นิวตันเมตร

นอกจากนี้ยังมีขุมพลังอื่นตามความต้องการของแต่ละประเทศตั้งแต่เบนซินเทอร์โบ P300 2.0 ลิตร 300 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร รุ่น P400 MHEV 3.0 ลิตร 400 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตันเมตร ดีเซลเทอร์โบมีทั้ง D200 2.0 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตันเมตร และ 3.0 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร
รุ่น D240 2.0 ลิตร 240 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตันเมตร รุ่น D250 3.0 ลิตร 249 แรงม้า แรงบิด 570 นิวตันเมตร และรุ่น D350 3.0 ลิตร 350 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ทุกรุ่นมีความสามารถในการลากจูงได้ 3,500 กิโลกรัม ทุกขนาด จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ ZF
พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD พร้อมเกียร์ฝาก 4WD แบบ twin-speed transfer box และ ล็อกเฟืองท้าย Differential Controls พร้อมโหมดการขับขี่ Terrain Response 2 มีโหมดออฟโรดเลือกได้ตามเส้นทางที่แตกต่าง ถึง 6 โหมด ทั้ง
- โหมดการขับขี่ทางเรียบไฮเวย์ Normal Driving
- โหมดลุยน้ำ WADE
- โหมดลุยในทางโขดหิน Rock Crawl
- โหมดลุยทางโคลนและแอ่งโคลน MUD And Ruts
- โหมดลุยทางพื้นหญ้า-กรวด-หิมะ Grass- Gravel-Snow
- โหมดลุยพื้นทราย Sand

ในรุ่น MY2026 ติดตั้ง Adaptive Off-Road Cruise Control ซึ่งเป็นรุ่นอัปเกรดของ All Terrain Progress Control ได้ นอกจากนี้ยังมีเตือนความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ Driver Attention Monitor ซึ่งแจ้งเตือนด้วยเสียงและภาพ
Land Rover Defender MY2026 รุ่นปกติมาพร้อมสีเขียว Woolstone Green และสีเทา Borasco Grey ส้วน Defender OCTA มาพร้อมสีใหม่ สีน้ำเงิน Sargasso Blue และสีขาวแรพ Patagonia White Matte Wrap เฉพาะรุ่น Defender V8 เปิดขายแล้วที่อังกฤษเริ่ม £57,135 หรือราว 2,529,000 บาท

พร้อมชุดแต่งสไตล์ลุยแพ็คเกจใหม่นอกจากแพ็คเก็จแต่งเดิมทั้ง Explorer, Adventure และ Urban ด้วยอุปกรณ์เสริมแต่ละชิ้น เช่น แร็คหลังคา คานขวาง แผ่นป้องกันใต้ท้องรถ มาในรูบแบบสีเข้ม บันไดข้างสไลด์อัจฉริยะ สติ๊กเกอร์ฝากระโปรงอัปเกรดสีดำด้านใหม่ วินช์พร้อมฝาครอบคาร์บอนไฟเบอร์แบบตัดในรุ่น OCTA และคอมเพรสเซอร์อากาศเต็มระบบสำหรับ Defender 130 ส่วนเมืองไทยไม่นานเกินรอที่จะพบรุ่น MY2026
ที่มา Land Rover และ CarScoops










