อัปเดท รถไฟทางคู่ประเทศไทย โครงข่ายสำคัญในการพัฒนาประเทศ

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพัฒนาของประเทศไทยได้ดี ก็คือระบบขนส่งทางราง โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ ที่กำลังถูกผลักดันให้กลายเป็นโครงข่ายหลักของการเดินทางและขนส่งสินค้าในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันโครงการรถไฟทางคู่ของไทยก็ได้มีความคืบหน้าต่อเนื่อง โดยมีหลายเส้นทางที่เปิดใช้งานแล้ว หลายเส้นทางกำลังก่อสร้าง และอีกจำนวนมากที่อยู่ในแผนการพัฒนาสำหรับอนาคต

รถไฟทางคู่ประเทศไทย
ภาพจาก : thairath.co.th

รถไฟทางคู่คืออะไร?

การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางไกลจาก ทางเดี่ยว ให้เป็น ทางคู่ คือการเพิ่มรางรถไฟอีกหนึ่งเส้นในเส้นทางเดิม ทำให้รถไฟสามารถวิ่งสวนทางกันได้โดยไม่ต้องหยุดรอเพื่อสับรางหลีกเหมือนแบบเดิมที่ใช้ในอดีต

ผลที่ตามมาคือการเพิ่มความเร็ว ความถี่ และประสิทธิภาพในการเดินรถ ทั้งด้านผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ทำให้ระบบรางสามารถแข่งขันกับการขนส่งรูปแบบอื่นได้มากขึ้น ที่สำคัญยังสามารถช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศได้ในระยะยาว

 

รถไฟทางคู่ประเทศไทย
ภาพจาก : railway.co.th

ความคืบหน้ารถไฟทางคู่ในประเทศไทย

สำหรับที่ผ่านมาโครงข่ายรถไฟของไทยส่วนใหญ่เป็นแบบทางเดี่ยว ทำให้การเดินรถต้องรอการสับหลีก ทำให้การเดินทางเกิดความล่าช้า รวมถึงรองรับปริมาณการขนส่งได้จำกัด รัฐบาลและการรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเดินหน้าพัฒนารถไฟทางคู่ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระยะเร่งด่วน ระยะที่ 2 ไปจนถึงการสร้างเส้นทางใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับการเดินทางของประชาชนให้รวดเร็วขึ้น 

รถไฟทางคู่ประเทศไทย
ภาพจาก : srt-csmj.com

โดยแบ่งรายละเอียดโครงการเป็นหลายช่วง ดังนี้

ทางคู่ระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ

การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีการเร่งพัฒนาทางรถไฟเดิม และผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 7 เส้นทาง เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศ โดยปัจจุบันมีเส้นทางที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว 2 เส้นทาง

  1. ช่วงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา – สถานีชุมทางคลองสิบเก้า – สถานีชุมทางแก่งคอย
  2. ช่วงสถานีชุมทางถนนจิระ – สถานีขอนแก่น

โดยเส้นทางเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบรถไฟไทยจากทางเดี่ยวสู่โครงข่ายทางคู่

 

ทางคู่ระยะเร่งด่วน

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วนจำนวน 7 เส้นทาง รวมระยะทางประมาณ 993 กิโลเมตร ยังเหลืออีก 5 เส้นทาง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

โดยตั้งเป้าหมายว่าเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด จะช่วยเพิ่มความเร็วในการขนส่งสินค้า จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 29 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังช่วบเพิ่มความเร็วรถโดยสารจากประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 100 – 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางจากประมาณ 10 ล้านตันต่อปี เป็น 20 ล้านตันต่อปี พร้อมจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหันมาใช้บริการเดินทางด้วยรถไฟเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคนต่อปี 

เส้นทางที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่

  1. ช่วงสถานีลพบุรี – สถานีปากน้ำโพ
  2. ช่วงสถานีมาบกะเบา – สถานีชุมทางถนนจิระ
  3. ช่วงสถานีนครปฐม – สถานีหัวหิน
  4. ช่วงสถานีหัวหิน – สถานีประจวบคีรีขันธ์
  5. ช่วงสถานีประจวบคีรีขันธ์ – สถานีชุมพร

ทางคู่ระยะที่ 2

นอกจากโครงการระยะเร่งด่วน การรถไฟแห่งประเทศไทยยังมีแผนพัฒนา รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีก 7 เส้นทาง เพื่อขยายโครงข่ายระบบรางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

คาดว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จสิ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางราง และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟในประเทศจากประมาณ 35 ล้านคนต่อปี เป็นมากกว่า 80 ล้านคนต่อปีในอนาคต

เส้นทางที่อยู่ในแผนระยะที่ 2 ได้แก่

  1. ช่วงสถานีปากน้ำโพ – สถานีเด่นชัย
  2. ช่วงสถานีเด่นชัย – สถานีเชียงใหม่
  3. ช่วงสถานีขอนแก่น – สถานีหนองคาย
  4. ช่วงสถานีชุมทางถนนจิระ – สถานีอุบลราชธานี
  5. ช่วงสถานีชุมพร – สถานีสุราษฎร์ธานี
  6. ช่วงสถานีสุราษฎร์ธานี – สถานีชุมทางหาดใหญ่ – สถานีสงขลา
  7. ช่วงสถานีชุมทางหาดใหญ่ – สถานีปาดังเบซาร์

ทางคู่สายใหม่

สำหรับโครงการสร้างเส้นทางรถไฟใหม่ เป็นการขยายโครงข่ายการคมนาคมไปยังจังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟผ่าน

โดยโครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดเวลาเดินทาง และช่วยกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งระหว่างประเทศ

มีเส้นทางสำคัญ ได้แก่

  1. ช่วงสถานีเด่นชัย – สถานีเชียงราย – สถานีเชียงของ
  2. ช่วงสถานีบ้านไผ่ – สถานีมุกดาหาร – สถานีนครพนม

ทางคู่สายใหม่ระยะต่อไป

กระทรวงคมนาคมยังมีแผนศึกษาการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่เพิ่มเติม เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมไปยังจังหวัดสำคัญ รวมถึงจังหวัดที่ยังไม่เคยมีทางรถไฟมาก่อน

ซึ่งขณะนี้มีเส้นทางที่อยู่ในแผนการศึกษา ได้แก่

  1. ช่วงสถานีแม่สอด – สถานีตาก – สถานีกำแพงเพชร – สถานีนครสวรรค์
  2. ช่วงสถานีนครสวรรค์ – สถานีบ้านไผ่
  3. ช่วงสถานีอุบลราชธานี – สถานีช่องเม็ก
  4. ช่วงสถานีกาญจนบุรี – สถานีชุมทางบ้านภาชี
  5. ช่วงสถานีกาญจนบุรี – สถานีบ้านพุน้ำร้อน
  6. ช่วงสถานีมาบตาพุด – สถานีระยอง – สถานีจันทบุรี – สถานีตราด
  7. ช่วงสถานีชุมพร – สถานีระนอง
  8. ช่วงสถานีสุราษฎร์ธานี – สถานีดอนสัก
  9. ช่วงสถานีสุราษฎร์ธานี – สถานีท่านุ่น
  10. ช่วงสถานีทับปุด – สถานีกระบี่

แผนพัฒนาทางรถไฟสายใหม่ระยะต่อไป

นอกจากนี้สำหรับระยะยาว ยังมีแผนที่เตรียมเพิ่มเส้นทางรถไฟสายใหม่อีก 12 เส้นทาง รวมระยะทางกว่า 2,419 กิโลเมตร

โดยเป้าหมายสำคัญของแผนพัฒนานี้ ได้แก่

  • เพิ่มจังหวัดที่มีทางรถไฟผ่าน จาก 47 จังหวัด เป็น 61 จังหวัด
  • เพิ่มทางเลือกการเดินทางที่ประหยัด ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากขึ้น
  • สนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

 

ภาพจาก : dailynews.co.th

ความคืบหน้า นครสวรรค์ – บ้านไผ่

หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังถูกจับตามองคือ รถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงนครสวรรค์ – บ้านไผ่ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโครงข่ายภาคเหนือและภาคอีสานเข้าด้วยกัน

รายงานจากทีมข่าวนวัตกรรมขนส่ง ระบุว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดทำขอบเขตงาน หรือ TOR เพื่อจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียด และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงนครสวรรค์ – กุดน้ำใส – ชัยภูมิ – บ้านไผ่ ระยะทางประมาณ 304 กิโลเมตร วงเงินทั้งสิ้นราว 210 ล้านบาท

โดยมีกรอบแผนดำเนินงานเบื้องต้น ดังนี้

  • เปิดประกวดราคาจ้างที่ปรึกษา ภายในเดือนมีนาคม 2569
  • เสนอผลต่อคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยพิจารณา
  • จากนั้นเสนอให้กระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการตามขั้นตอน
  • ใช้เวลาออกแบบรายละเอียดประมาณ 15 เดือน (ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ถึงเดือนสิงหาคม 2570)
  • เสนอขออนุมัติโครงการภายในปี 2570
  • เข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคาในปี 2571
  • เริ่มก่อสร้างในปี 2572
  • คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2576

สำหรับเส้นทางนี้ยังเป็นส่วนสำคัญของโครงข่ายรถไฟตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก จากแม่สอดถึงนครพนม

ภาพจาก : dailynews.co.th

ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่

1.ช่วงบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม 

  • ระยะทางประมาณ 355 กิโลเมตร 
  • อยู่ระหว่างก่อสร้าง
  • คาดว่าจะเปิดให้บริการตลอดเส้นทางในปี 2571


2. ช่วงแม่สอด – ตาก – กำแพงเพชร – นครสวรรค์ 

  • ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร
  • ขณะนี้ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และจัดทำรายงาน EIA แล้ว
  • อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม


3.ช่วงนครสวรรค์ – กุดน้ำใส – ชัยภูมิ – บ้านไผ่ 

  • ตอนนี้ยังคงอยู่ระหว่างเตรียมการออกแบบรายละเอียดโครงการ

ทั้งนี้เมื่อโครงข่ายมีการพัฒนาจนเสร็จสิ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้า และการเดินทางระหว่างภูมิภาค รวมถึงเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

รถไฟทางคู่ประเทศไทย
ภาพจาก : railway.co.th

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับนโยบายสำคัญของรัฐบาล

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบริเวณทางตัดรถไฟ โดยมีกฎหมายจราจรควบคุมการขับขี่ผ่านทางรถไฟที่ชัดเจน

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 62 และมาตรา 63 กำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณและมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่

  • มีสัญญาณเตือนว่ารถไฟกำลังจะผ่าน
  • มีเครื่องกั้นทางหรือเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ
  • มีเสียงสัญญาณหรือรถไฟกำลังเข้าใกล้

ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร และจะสามารถขับผ่านได้เมื่อรถไฟผ่านไปแล้วและมีสัญญาณอนุญาตเท่านั้น 

ซึ่งมาตรการนี้ถูกกำหนด เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ระบบรางของประเทศไทย

 

ข้อมูลและรูปภาพจาก : railway.co.th, dailynews.co.th

ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com

ABOUT THE AUTHOR

Bangkok International Motor Show 2026 (บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47)

Latest Posts