คิดเหมือนกันไหม? ว่าอากาศในประเทศไทยยิ่งนานวันไป ก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งแค่คิดจะขับรถช่วงกลางวันก็รู้สึกท้อแล้ว โดยเฉพาะถ้าต้องจอดรถตากแดดนานๆ อุณหภูมิในห้องโดยสารก็จะสูงขึ้น พอกลับมาขึ้นรถแม้จะเปิดเครื่องปรับอากาศแล้ว แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าความร้อนจะลดลง หนึ่งในวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้แก้ปัญหาคือการติดฟิล์มรถยนต์ เพื่อช่วยลดความร้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่หลายคนยังคงเชื่อว่า ฟิล์มรถยนต์ “ยิ่งเข้ม ยิ่งเย็น” แต่ในความเป็นจริง ประเภทฟิล์มรถยนต์ บางรุ่นแม้จะมีสีเข้มมาก แต่กลับลดความร้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนบางทีเกิดคำถามว่า แล้วควรเลือกฟิล์มรถยนต์แบบไหนให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานของตัวเอง?
วันนี้ car2day จะพาไปทำความรู้จักฟิล์มรถยนต์แต่ละประเภท พร้อมจุดเด่น และแนวทางการเลือกใช้งานให้เหมาะกับรถของแต่ละคน
ฟิล์มสีเข้มกว่า ป้องกันความร้อนได้ดีกว่า?
ถ้าพูดถึงการเลือกฟิล์มรถยนต์ หลายคนมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ติดความเข้มเท่าไรดี?” บางคนมีความเชื่อว่าฟิล์มที่มีสีเข้มมากจะช่วยให้ภายในรถเย็นกว่าเสมอ
แต่จริงๆ แล้ว ความเข้มของฟิล์มกับความสามารถในการลดความร้อนเป็นคนละเรื่องกัน ฟิล์มบางรุ่นมีสีเข้ม แต่ลดความร้อนได้ไม่มาก ขณะที่ฟิล์มคุณภาพสูงบางรุ่น มีสีค่อนข้างใส แต่กลับลดความร้อนจากแสงแดดได้ดีกว่า
ดังนั้นก่อนเลือกฟิล์ม จึงควรรู้ก่อนว่าฟิล์มรถยนต์ในตลาดมีประเภทใดบ้าง และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร
ฟิล์มรถยนต์มีกี่ประเภท?
ปัจจุบัน ประเภทฟิล์มรถยนต์ ในตลาดมีให้เลือกหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันออกไป
1. ฟิล์มย้อมสี (Dyed Film)
ฟิล์มระดับพื้นฐานที่ใช้สารย้อมสีผสมอยู่ในเนื้อฟิล์ม มีจุดเด่นเรื่องราคาถูก เข้าถึงง่าย มีความเข้มให้เลือกหลากหลาย และเป็นประเภทที่พบได้ทั่วไปในตลาด
ลักษณะ : สีออกดำหรือดำอมเทา ดูเป็นธรรมชาติ
ระดับการป้องกันความร้อน : น้อย
การรับส่งสัญญาณ : ไม่มีผลต่อสัญญาณ
ความเหมาะสมการใช้งาน : เหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ใช้งานรถไม่บ่อย หรือจอดรถในที่ร่มเป็นประจำ
2. ฟิล์มเคลือบโลหะ หรือฟิล์มปรอท (Metalized Film)
ฟิล์มที่มีการเคลือบชั้นโลหะลงบนเนื้อฟิล์ม ทำให้มีคุณสมบัติสะท้อนแสงและความร้อน โดยมักมีลักษณะเงาสะท้อนคล้ายกระจกเมื่อมองจากภายนอก
ลักษณะ : สะท้อนแสงคล้ายกระจกเงา เห็นเงาสะท้อนชัด
ระดับการป้องกันความร้อน : ดี
การรับส่งสัญญาณ : มีผลต่อสัญญาณ
ความเหมาะสมการใช้งาน : เหมาะสำหรับผู้ที่จอดรถกลางแจ้งเป็นประจำ และเน้นการลดความร้อนภายในห้องโดยสาร
3. ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Film)
ฟิล์มที่ใช้อนุภาคคาร์บอนเป็นส่วนประกอบหลัก มักมีโทนสีดำหรือดำเทา ไม่เงาสะท้อนมาก และมีจุดเด่นเรื่องความคงทนของสีฟิล์ม
ลักษณะ : สีดำเข้มหรือดำเทาแบบด้าน ไม่ค่อยสะท้อนแสง ให้ภาพลักษณ์เรียบหรู
ระดับการป้องกันความร้อน : ดี
การรับส่งสัญญาณ : ไม่มีผลต่อสัญญาณ
ความเหมาะสมการใช้งาน : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟิล์มที่ช่วยลดความร้อนได้ดี พร้อมสีฟิล์มที่คงทนในระยะยาว
4. ฟิล์มเซรามิก (Ceramic Film)
ฟิล์มที่ใช้เทคโนโลยีเซรามิกในการช่วยลดความร้อน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มของฟิล์ม จึงยังคงให้ทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่
ลักษณะ : สีดำเข้มหรือดำอมเทา คงความใสในการมองเห็น ให้ภาพลักษณ์เรียบหรู
ระดับการป้องกันความร้อน : ดีมาก
การรับส่งสัญญาณ : ไม่มีผลต่อสัญญาณ
ความเหมาะสมการใช้งาน : เหมาะสำหรับผู้ที่ขับรถเป็นประจำ ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงผู้ที่ใช้งาน GPS หรืออุปกรณ์สื่อสารภายในรถอยู่เสมอ
5. ฟิล์มนาโนเซรามิก (Nano Ceramic Film)
ฟิล์มระดับพรีเมียมที่ใช้เทคโนโลยีอนุภาคเซรามิกขนาดเล็กระดับนาโน ร่วมกับการซ้อนชั้นฟิล์มหลายชั้น เพื่อช่วยลดความร้อนจากแสงแดดและควบคุมการผ่านของแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงความใสของกระจกและทัศนวิสัยในการมองเห็น
ลักษณะ : กระจกใส สีฟิล์มไม่เข้มมาก ลดการสะท้อนแสงได้ดี
ระดับการป้องกันความร้อน : ดีมาก
การรับส่งสัญญาณ : ไม่มีผลต่อสัญญาณ
ความเหมาะสมการใช้งาน : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องจอดรถกลางแจ้งเป็นประจำ รถที่มีกระจกบานใหญ่ หรือผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพในการลดความร้อนสูงขึ้น
การเลือกฟิล์มให้เหมาะกับการใช้งาน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฟิล์มรถยนต์แต่ละประเภทจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน แต่จริงๆ แล้วการเลือกฟิล์มไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะรถแต่ละคันและผู้ใช้งานแต่ละคนก็มีความต้องการไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกฟิล์มรถยนต์สักชุด ควรเริ่มจากการสำรวจลักษณะการใช้งานของตัวเองก่อน เช่น
- รถจอดกลางแดดเป็นประจำหรือไม่
- ขับรถช่วงกลางวันหรือกลางคืนมากกว่ากัน
- ต้องการความเป็นส่วนตัวมากน้อยแค่ไหน
- ใช้ Easy Pass, GPS หรืออุปกรณ์สื่อสารภายในรถเป็นประจำหรือไม่
- รถมีกระจกบานใหญ่หรือหลังคากระจกหรือไม่
- ตั้งงบประมาณไว้ประมาณเท่าไร
สำหรับผู้ที่จอดรถกลางแดดบ่อยและใช้งานช่วงกลางวันเป็นหลัก อาจให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการลดความร้อนเป็นอันดับแรก ส่วนใครที่ขับรถในเวลากลางคืนเป็นประจำ ควรให้ความสำคัญกับความใสของฟิล์มและทัศนวิสัยในการมองเห็นมากกว่าการเลือกฟิล์มที่มีความเข้มสูง
ดังนั้น การเลือกฟิล์มรถยนต์จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะความเข้มหรือความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาทั้งเทคโนโลยีของฟิล์ม ประสิทธิภาพในการลดความร้อน ทัศนวิสัยในการมองเห็น การรับประกันสินค้า และมาตรฐานการติดตั้งควบคู่กัน เพื่อให้ได้ฟิล์มที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด
ข้อมูลจาก : octintsolutions.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com















