MG URBAN เก๋งท้ายตัดพลังอีวีล้วนขายไทย 3 รุ่นย่อยนอกจากรุ่นท็อป ULTRA แล้วยังมีอีกรุ่นที่อยากแนะนำสำหรับคนพอเพียงด้วยรุ่นเริ่มต้น Standard

MG URBAN ชื่อใหม่เพื่อความชัดเจนในการทำตลาดและไม่ไปซ้ำซ้อนกับ MG4 2026 โดยเป็นรถประกอบในประเทศ และทำตลาดคู่กัน
ภายนอกเรียบง่าย
กระจังหน้าทรงทึบแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille) ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED และไฟหน้า LED 3 ดวงเล็กในโคมทรงเรียบง่าย พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ มีโลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO
กันชนหน้าทรงสปอร์ตพร้อมช่องระบายอากาศแบ่ง 2 ฝั่งทรงสี่เหลี่ยมคางหมูคล้าย MG CYBERSTER ประดับด้วยคิ้วชายล่างสีดำใต้กันชนหน้า

ด้านข้างมาแบบเสา A ทรงตั้งพร้อมหลังคารถสีเดียวกับตัวรถ เสาหลังคามาแบบสีเดียวกับตัวรถ พอร์ตชาร์จอยู่ที่บังโคลนหน้าด้านซ้าย กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว ที่เปิดประตูดึงก้าน

สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 LED ประตูท้ายไฟฟ้าเปิด-ปิดแบบอัตโนมัติ ไฟท้าย LED แนวยาวโดยไฟท้าย 2 ฝั่งมาในลายธงยูเนียนแจ็คแบบ LED กันชนหลังสีเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอยพร้อม AERO WHEEL COVER ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 195/60R16 สร้างจากแพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วน SAIC’s E3 pure electric architecture platform ออกแบบมาโดยเฉพาะกับรถไฟฟ้าโดยมีมิติตัวรถตั้งแต่
- ความยาว 4,395 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,842 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,549 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 1,485 กิโลกรัม
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 140 มิลลิเมตร
ภายในร่วมสมัย

ประกอบด้วยมาตรวัดความเร็วดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว ระบบจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์อัจฉริยะแบบลอยตัว ขนาด 12.8 นิ้ว
รองรับการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม การสะท้อนหน้าจอมือถือไปยังหน้าจอสัมผัสหรือ Mirroring สั่งงานด้วยเสียง ผสานการทำงานแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟน มาพร้อมฟีเจอร์เพิ่มเติมประกอบด้วยการโต้ตอบด้วย AI เล่นแอปพลิเคชันมือถือผ่านหน้าจอสัมผัส รวมถึง การจอดรถระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-air (OTA)

ผสานเข้ากับพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มนวล เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเรียกว่า “Swan Wing” มุ่งเน้นความสมดุลระหว่างความสง่างามทางสายตาและความเรียบง่ายในชุดแผงคอนโซลหน้า พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงห้วตัดท้ายตัด 3 ก้าน พร้อมปุ่มการทำงานที่เหลือเพียง 5 ปุ่มใต้จอพร้อมช่องแอร์แนวนอน 2 ช่อง ช่องเสียบ USB-C 2 จุดหน้า และ 1 จุดหลัง
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมีกรองอากาศ PM 2.5 กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
เครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start เบรกมือไฟฟ้า EPB (ELECTRONIC PARKING BRAKE) พร้อมระบบป้องกันการไหล AVH (AUTO VEHICLE HOLD)
NVH LUXURY SILENCE SPACE เพิ่มฟิล์มกันเสียงและแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ระบบ Intelligent smart access เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ทรถ

เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบโครงเบาะรองรับกับสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้นโดยตัวเบาะมีความยาว 503 มิลลิเมตร ออกแบบที่วางเท้าของอุโมงค์วางเท้าสำหรับผู้ขับขี่มีมุมเหยียบแป้นแบน 46.4 องศา เพื่อลดแรงกดตอนเหยียบคันเร่งและเบรกในยามเดินทางไกล โดยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ส่วนด้านคนนั่งปรับ 4 ทิศทางด้วยมือ

พนักพิงเบาะนั่งหลังใช้โครงสร้างแบบชิ้นเดียวเพื่อการรองรับสรีระ ปรับเอนได้สุด 27 องศาและยังพับแบบ 60/40 ได้ด้านสัมภาระด้านท้ายมีความจุก่อนพับเบาะ 382 ลิตร และพับเบาะ 1,266 ลิตร พร้อมที่เท้าวางแขนเบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร
เบาะนั่ง 5 ที่นั่ง หุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ ช่องเก็บของมากถึง 30 จุด ช่องเก็บของใต้พื้นสัมภาระด้านท้าย 98 ลิตร ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้ากระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
รุ่นเริ่มต้น

ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้าโดยให้ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรทำได้ 8.4 วินาที จากความจุแบตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นขนาด 42.8 kWh จากสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 364 V ให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 435 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จได้ทั้ง AC กำลัง 6.6 kW 10-100% ภายใน 7.5 ชั่วโมงและ DC 10-80% กำลังสูงสุด 82 kW ภายใน 28 นาที

พร้อมโหมดการขับขี่ 5 โหมดทั้ง ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW
พร้อมคันเร่งแบบ One Pedal ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังทอชันบีมและดิสก์เบรก 4 ล้อ
ช่วยขับขี่อัจฉริยะ Advanced Driver–Assistance Systems (ADAS)

ระดับ L2 และระบบ SMART AUTO PARKING SOLUTION ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP
- เปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (AUTO LANE CHANGE WITH ALERT)
- ควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (LANE CENTERING CONTROL)
- เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (INTELLIGENT HIGH-BEAM CONTROL)
- ควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ ICA (INTELLIGENT CRUISE ASSIST)
- ควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)
- ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ELK (EMERGENCY LANE KEEPING ASSIST)
- ช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน LKA (LANE KEEPING ASSIST)
- ช่วยควบคุมรถไม่ให้ออกนอกเลน LDW (LANE DEPARTURE WARNING)
- แจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDP (LANE DEPARTURE PREVENTION)
- ช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW (FORWARD COLLISION WARNING)
- ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (AUTONOMOUS EMERGENCY BRAKING)
- ช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (LANE CHANGE ASSIST)
- ช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (BLIND SPOT DETECTION)
- ช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (REAR CROSS TRAFFIC ALERT)
- เบรกอัตโนมัติ ขณะถอยหลัง RCTB (REAR CROSS TRAFFIC BRAKING)
- เตือนการชนด้านหลัง RCW (REAR COLLISION WARNING)
- ช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (DOOR OPENING WARNING)

นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยรอบคัน 7 จุดทั้งคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และตรงกลางเบาะนั่งคนขับ
กล้องมองภาพด้านหลัง พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ป้องกันล้อล็อก ABS (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (ELECTRONIC BRAKE FORCE DISTRIBUTOR) เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (ELECTRONIC BRAKE ASSIST)
ควบคุมการทรงตัว SCS (STABILITY CONTROL SYSTEM) ป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (TRACTION CONTROL SYSTEM) ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (HILL START ASSIST SYSTEM) สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (TIRE PRESSURE MONITORING SYSTEM)

MG URBANรุ่น Standard เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 มิถุนายน คาดเริ่มต้น 4 แสนปลายๆ ขายพร้อมรุ่น MAX และ ULTRA โดยมีสีตัวถังให้เลือก 5 สี คือ
- สีม่วง (LAVENDER PURPLE)
- สีเบจ (MODERN BEIGE)
- สีขาว (ARCTIC WHITE)
- สีเทา (ANDES GREY)
- สีดำ (PEARL BLACK)
ติดตามข่าวสารยานยนต์ : car2day.com
Page Facebook : Car2Day
Youtube : youtube.com/@Car2day










