ระบบรางไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เตรียมมีการขยายเส้นทางหลักที่หลายคนรอคอย สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดง ศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา และ รังสิต – ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีการอนุมัติให้สร้างส่วนต่อขยายตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยยังได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร และโครงสร้างระบบ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรสอดคล้องกับกฏหมายใหม่ของประเทศ
เดินหน้าขยายรถไฟชานเมืองสายสีแดง
คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการอนุมัติสั่งจ้างก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย 2 ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
โดยนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรถไฟฯ ครั้งที่ 2/2569 ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2569 ว่าได้มีมติอนุมัติคำสั่งสำหรับจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย 2 ช่วง รวมวงเงินกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว
ประกอบด้วย
- สายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา
- ระยะทาง 20.50 กม.
- ทางระดับดิน 13.83 กม.
- ทางยกระดับ 6.67 กม.
- จำนวนสถานี 9 แห่ง
สถานีสำคัญ คือ
ศิริราช, บางขุนนนท์, ตลาดน้ำตลิ่งชัน, สะพานพระราม 6, บางกรวย-กฟผ., บ้านฉิมพลี, กาญจนาภิเษก, ศาลาธรรมสพน์ และ ศาลายา
โครงการนี้ใช้พื้นที่ก่อสร้างด้านซ้ายของทางรถไฟ ใช้ที่ดินของการรถไฟเป็นหลัก โดยจะไม่มีการเวนคืนที่ดิน
โดยคณะกรรมการได้พิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งมีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณสมบัติ ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคา และเสนอราคาต่ำสุด คือ กิจการร่วมค้า UT (UT Joint Venture) ซึ่งประกอบด้วย
- บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด
มีการเสนอราคาก่อสร้าง 14,720,000,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ 9,700,000 บาท (ราคากลาง 14,729,700,000 บาท)
ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้างจึงได้รายงานผลการพิจารณาการประกวดราคางานจ้างก่อสร้างต่อคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาอนุมัติให้กิจการร่วมค้า ยูที เป็นผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา
- สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
- ระยะทาง 8.84 กม.
- โครงสร้างเป็นทางระดับดินทั้งหมด
- จำนวนสถานี 4 แห่ง
สถานีสำคัญ คือ
คลองหนึ่ง, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, เชียงราก และ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต
สำหรับพื้นที่ก่อสร้างจะใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก แต่มีการเวนคืนเพิ่มบางส่วนประมาณ 14 ไร่ เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีและถนนเข้าออกบริเวณสถานี
ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) พบว่าผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด และผ่านเกณฑ์ด้านคุณสมบัติ คือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
เสนอราคาก่อสร้าง 6,057,000,000 บาท ต่ำกว่าราคากลางประมาณ 7,960,000 บาท (ราคากลางที่กำหนดไว้คือ 6,064,960,000 บาท)
เตรียมเซ็นสัญญา ก่อสร้างประมาณ 3 ปี
สำหรับขั้นตอนต่อไป รฟท. จะดำเนินการตรวจสอบร่างสัญญาของทั้งสองโครงการให้ครบถ้วน ก่อนลงนามสัญญาก่อสร้างกับผู้รับจ้าง
โครงการทั้งหมดมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน หรือประมาณ 3 ปี
เมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้น คาดว่ารถไฟชานเมืองสายสีแดงจะเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชนให้สะดวก ประหยัด และปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด ลดการใช้พลังงาน และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นได้ง่ายขึ้น
การรถไฟ จัดอบรมบุคลากร รับกฎหมายใหม่
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดโครงการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรของ รฟท. ที่ห้องบรรทัดทอง ชั้น 3 โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเปิดการอบรมเปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และมีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงระเบียบปฏิบัติใหม่ แต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบรางไทย เนื่องจากเป็นกฎหมายที่กำหนดกรอบการกำกับดูแลกิจการขนส่งทางรางของประเทศให้มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับการพัฒนาระบบขนส่งรูปแบบอื่นให้สามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์
ข้อกำหนดในกฏหมายใหม่
กฏหมายใหม่ได้มีการกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้ง
- มาตรฐานความปลอดภัย
- การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางราง
- การให้บริการเดินรถ
- การคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ
- การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน
สำหรับ รฟท. ในฐานะผู้ให้บริการหลักของประเทศจึงจำเป็นต้องปรับตัวในหลายด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายฉบับใหม่
ประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องปรับตัว
การเตรียมความพร้อมของ รฟท. สำหรับกฎหมายใหม่ ครอบคลุมหลายด้านของการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการระบบ การกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน และการกำหนดรูปแบบการให้บริการ
ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการ เช่น
- การขออนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางตามกฎหมายใหม่
- การกำหนดเขตระบบรถและเขตปลอดภัยของระบบรถไฟ
- การเปิดให้เอกชนใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Open Access)
- การกำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าขนส่งให้สมดุลและเป็นธรรม
ที่ผ่านมา รฟท. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบศึกษารายละเอียดของกฎหมายในแต่ละหมวดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้บุคลากรทุกระดับสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
ในการอบรมครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของกฎหมาย แนวทางการบังคับใช้ รวมถึงบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยผู้เข้าร่วมอบรมยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ประเด็นสำคัญ และซักถามข้อสงสัย เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์กรในอนาคต
การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายควบคู่กับการขยายโครงข่ายระบบรางครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งทางรางไทย เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการเดินทางในอนาคต
ข้อมูลและรูปภาพจาก : ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com
















