More
    spot_img

    รีวิว! MG VS HEV เอสยูวีรักษ์โลกรุ่นใหม่ที่มีแต่คำว่าความแรง

    ค่ายรถยนต์สายพันธุ์ยุโรปอย่าง MG หรือ Morris Garages ที่ช่วงหลังๆนี้หันมาเอาดีทางด้านตลาดยานยนต์พลังงานทางเลือก

    MG

    เรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกก็ว่าได้กับการแนะนำยานยนต์ประเภทนี้เข้ามาขายไทยในราคาจับต้องได้ ตอบโจทย์การใช้งานถูกอกถูกใจสาวกเป็นจำนวนมากประเดิมด้วย MG ZS EV เอสยูวีไฟฟ้า ตามมาด้วย MG EP แวก้อน 5 ประตูขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนที่มียอดขายฮิตติดลมบนจนทยอยส่งมอบกันเป็นจำนวนมาก ลำดับที่สามกับเอสยูวีพลังเสียบปลั๊กหรือ Plug In Hybrid อย่าง MG HS PHEV ที่วิ่งไกลสุดในโหมดไฟฟ้า 67 กม. บวกความสมาร์ทที่โดดเด่นมาตลอด 3 ปี ล่าสุด MG VS HEV เอสยูวีพลังไฮบริดรุ่นแรกของค่ายได้ปรากฏตัวขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยทาง MG ได้เชิญสื่อชั้นนำสายยานยนต์ซึ่งรวมถึงทาง Car2Day ได้มาทดสอบกันกับเส้นทางใกล้ๆกรุงเทพฯ นั่นคือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    Design & Exterior

    MGMG

    นับตั้งแต่ได้เห็นคันนี้ทาสติ๊กเกอร์พรางตัวทั้งคันวิ่งทดสอบที่ มอเตอร์เวย์ ครั้งแรกเมื่อช่วงต้นปีว่าคันนี้คือ MG ZS EV รุ่นปรับโฉมแต่เอ๊ะทำไมมันมีอะไรยื่นๆมาใต้ท้องรถด้านหลังทำให้คิดว่าทำไมมีท่อไอเสียโผล่มาซึ่งเป็นปริศนามาจนรุ่น ZS EV เปิดตัวไปแล้วหรือจะมีรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่ ZS EV มาอีกกระทั่งทาง MG ประกาศออกมาว่าจะมีเอสยูวีรุ่นใหม่ MG VS HEV มาเสริมทัพผนวกกับภาพจำรถพรางตัวคันนั้นถึงกับบางอ้อทันทีว่าอ๋อเขาสับขาหลอกเรานี่เองเอาและเข้าเรื่องกันเลยดีว่า

    MG

    เอสยูวีพลังไฮบริดรุ่นแรกของค่ายนำพื้นฐานของ MG ZS กับ Roewe Totoro มาผสมผสานกันลงตัว ที่เห็นๆคือด้านหน้ายกงานออกแบบมาจากรุ่น Totoro ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้าไปจนถึงบังโคลนหน้าซ้าย-ขวาเรียกว่าคนละงานดีไซน์กับ MG ZS เปลี่ยนมาใช้ตรา MG บนฝากระโปรงหน้าถัดลงมาเป็นกระจังหน้า Electrified Matrix Grille Design ทึบๆสีดำมีแถบเส้นสีฟ้าคาดยาวบ่งบอกความทันสมัยใส่เอกลักษณ์ไว้ทุกอณูโดยเส้นสีฟ้านั้นครอบยาวไปถึงไฟหน้าแบบ LED Projector ที่เปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน DAYTIME RUNNING ขอบบนโคมไฟหน้าที่ให้ความสว่าง ชุดกันชนหน้าออกแบบเป็นลายเพชรขนาดใหญ่เว้าใต้กระจังหน้าแบบตัววี พร้อมช่องแนวตั้งสองช่องซ้าย-ขวา ประดับด้วยช่องแนวนอนแปดเส้นทาด้วยสีฟ้าเล็กๆตรงกลางเส้น ใต้ช่องใส่ป้ายทะเบียนยังมีช่องระบายอากาศสีดำผสมคิ้วชายล่างเส้นแนวนอนสีฟ้ายาวกลมกลืนกับเส้นของชุดกระจังหน้าดูดีมีสไตล์

    MG MG

    ด้านข้างแน่นอนว่าเหมือน MG ZS กับ MG ZS EV รุ่นปรับโฉมทุกประการยกเว้นบังโคลนหน้าซ้าย-ขวาคนละแบบกัน หลังคารถเลือกได้ทั้งสีดำหรือสีเดียวกับตัวรถและกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ราวหลังคา เสาอากาศครีบฉลาม หลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ เปิดเลื่อนได้กระดกได้ด้วยระบบไฟฟ้า คิ้วโครเมียมใต้กระจกรถลากยาวตั้งแต่ประตูหน้าจนถึงเสา D ที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวรถแบบดึงก้านทำงานร่วมกับกุญแจรีโมท Smart Key สามารถกดปุ่มล็อกปลดล็อกประตูรถได้ที่ปุ่มเล็กๆตรงก้านเปิด คิ้วชายล่างสีเงินด้าน  ล้ออัลลอยดีไซน์เดียวกับ MG ZS EV ขนาด 17 นิ้ว ครอบทับด้วยฝาครอบล้อเต็มวงห้าก้านสีทูโทน AERO WHEEL COVER  พร้อมยาง 215/55 R17จากค่าย YOKOHAMA ด้านท้ายแน่นอนว่ายกดีไซน์มาจากรุ่น ZS กับ ZS EV มาทั้งหมดตั้งแต่ ไฟท้ายแบบ LED โฉบเฉี่ยว ชุดฝาท้ายประกอบด้วยที่เปิดฝาท้ายแบบธรรมดาโดยที่เปิดจะอยู่ที่ โลโก้ MG ขนาดใหญ่ กับตราสัญลักษณ์ MG VS HEV และ I Smart ด้านขวา กับ สัญลักษณ์ BRIT Dynamic ด้านซ้าย ข้างบนมีสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED เสาอากาศครีบฉลาม กันชนหลังเสริมคิ้วชายล่างสีเงินเพิ่มตัวตนที่หรูขึ้นอีกระดับ

    ตัวรถพื้นฐานจาก MG ZS และ MG ZS EV มีมิติที่ต่างกันตั้งแต่ความยาว 4,370 มม. ความกว้าง 1,809 มม. ความสูง 1,653 มม. ความยาวฐานล้อ 2,585 มม. ความสูงจากใต้ท้องรถ 145 มม. น้ำหนักรถ 1,450 กก. และความจุถังน้ำมัน 48 ลิตร

    Interior & Convenience

    MG

    ภายในยกดีไซน์มาทั้งหมดจาก MG ZS และ MG ZS EV ยกเว้นแต่ชุดแผงคอนโซลหน้าที่เอามาจาก Roewe Totoro แบบ Double Layer เพิ่มอรรถประโยชน์การใช้งานสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเต็มขั้น ประกอบด้วยหน้าจอคู่ Dual Widescreen Cockpit HD แบ่งเป็นมาตรวัดแสดงผลอัจฉริยะแบบ Full Virtual Dashboard ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอสัมผัส Touch Screen ขนาด 12.3 นิ้ว ควบคุมการทำงานผ่าน Illuminated Touch Panel รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ตโฟนระบบ Android กับลำโพงรอบคัน 6 จุด พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้านหุ้มหนังดีไซน์สกหรณ์ที่ใช้กันในรถ MG ทุกรุ่นทำได้แค่ปรับระดับสูงต่ำสองตำแหน่งไม่สามารถเข้า-ออกได้พร้อมปุ่มการทำงานชุดมาตรวัดควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์ ซ้าย-ขวา หลังมาลัยมีก้านเปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยวถัดลงมาคือก้านทำงานระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control แบบธรรมดาซึ่งตำแหน่งดูเป็นอุปสรรคในการใช้งานงานนี้ต้องใช้ความชำนาญกันสักนิด พร้อมปุ่ม Push Start สีเงินมันวาว ข้างๆปุ่ม Push Start มีปุ่มควบคุมการทำงานของจอและการทำงานของเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ ช่องแอร์ดีไซน์เหลี่ยมปนโค้งมีขลิบสีฟ้าให้มาเติมความเป็นรถไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบ ชุดคอนโซลเกียร์คับคั่งด้วยด้ามจับเกียร์ขนาดสั้น สีดำมีลายขอบสีเงิน พร้อมปุ่มการทำงานไม่ว่าจะเป็นเบรกมือไฟฟ้า หลังชุดด้ามเกียร์ ซ้ายมือจะมีปุ่ม Auto Hold, โหมดการขับขี่สามโหมด กล้องรอบคัน 360 องศา ขวามือเป็น ปุ่มควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ปุ่ม KERS และปุ่มปิดการทำงานระบบกันลื่นไถล TCS และด้านบนจะมีที่ชาร์จมือไร้สายมาให้ด้วย ใต้ชุดคอนโซลเกียร์มีช่องใหญ่แบบ Double Layer เป็นที่สถิตช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C และ TYPE A ช่องจ่ายไฟ Power Outlet 12V และชุดแอร์ด้านหลังคอนโซลกับช่องเสียบ USB หนึ่งจุด

    MG

    ขาดไม่ได้เลยคือระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ได้ไม่สิ้นสุดในยุคดิจิทัลเข้ากับฟังก์ชันอันเป็นเอกลักษณ์มาพร้อมกับ Digital Key Technology รับ-ส่งกุญแจดิจิทัลผ่านสมาร์ตโฟนได้ ชุดเบาะนั่งห้าที่นั่งหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ทั้งหมดเลือกได้ทั้งสีทูโทน (ดำ-ขาว) ภายนอกสีทูโทน และสีดำ ภายนอกสีโมโนโทน เบาะนั่งคู่หน้าที่โอบกระชับสบาย คนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง คนนั่งปรับมือ 4 ทิศทาง เบาะหลังปรับพับได้ 60/40 กว้างโอ่โถงยืดขาสบายแถมพับได้แบบ 60:40  เมื่อพับลงไปจะมีพื้นที่วางของมากถึง 1,372 ลิตร แต่ถ้าไม่พับมีพื้นที่บรรทุกของ 383 ลิตร

    Engine & Transmission

    MGMG

    ขุมพลังเจ้าเอสยูวีที่ MG นิยามว่าสปอร์ตตี้ ไฮบริด เอสยูวี มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินยกมาจาก MG ZS ภายใต้รหัส 15S4C 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,498 ซีซี. ความกว้างกระบอกสูบ X ช่วงชัก 75.0 X 84.8 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 12.5:1  กำลังถูกลงไปอีก 5 แรงม้า เหลือ 109 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดลดลงไปอีก 8 นิวตันเมตรที่ 142 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ในภาคเครื่องยนต์จับคู่กับ มอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้าที่ 12,000 รอบ/นาที แรงบิด 200 นิวตันเมตร และแบตเตอรี่ Lithium-Ion มีความจุเพียง 2.13 kWh โดยเมื่อทำงานร่วมกันได้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้าแต่ไม่แจ้งเรื่องแรงบิดรวม? ขับเคลื่อนล้อหน้าจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT สามารถเลือกโหมดขับขี่ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Comfort และ Sport พร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) สามารถชาร์จในระหว่างขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับ ได้ถึง 3 ระดับ การทำงานคล้ายระบบ One-Pedal ให้ค่า CO2 98 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตาม Eco Sticker 24.4 กม./ลิตร เติมได้สูงสุด E20

    Handling & Ride

    MG

    การทดลองขับครั้งนี้ขับไม่ไกลมากเส้นทางกรุงเทพฯ-ปทุมธานี-พระนครศรีอยุธยา ไปกลับเกือบ 150 กม. (ถึงตำบล ประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา) เริ่มต้นจากร้าน Davin Café ไปยังเส้นวัชรพลเพื่อไปทางหลวงมอเตอร์เวย์ เพื่อให้ลองพละกำลังอัตราเร่งของเจ้าคันนี้เมื่อเครื่อง 1.5 พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่มีความจุเล็กน้อยวางใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระ มาช่วยแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์ความแรงระดับ 177 แรงม้า สำแดงเดชออกมาคล่องแคล่วคล่องตัวตอบสนองดีมาเร็วทันใจสมใจหนุ่มสาวสมัยใหม่ที่ต้องรีบร้อนไปทำงาน ไปนัดหมายสำคัญๆทันท่วงที ด้านระบบเกียร์แบบ E-CVT ให้อัตราทดเฟืองท้ายมาแบบกว้าง ถึง 5.73 และอัตราทดแต่ละช่วงเกียร์ตั้งแต่ 0.396-2.453 ทำไมการเร่งแซงถึงทันอกทันใจแบบนี้ เพราะทาง MG วางคอนเซ็ปต์รถคันนี้เน้นกำลังมากกว่าตลอดการขับขี่ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ทำงานเป็นหลักบทจะเงียบก็อีกตอนจอดหยุดนิ่งนี่แหละครับ

    MG

    การขับขี่ของรถคันนี้มีโหมดถึงสามโหมดทั้งโหมด ECO, Comfort และ Sport ใช้งานได้ตามใจสั่ง โดยสองโหมดแรกนั้นสำหรับคนพอเพียงไม่รีบร้อนเท่าไหร่นักแต่กดเป็นมาๆ ถ้าอยากหนีเจ้าหนี้ละก็โหมด Sport รองรับความต้องการได้อย่างดีเลิศ โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในโหมด Comfort ทำได้ 12.88 วินาที แต่โหมด Sport นี่สิ ทางเพื่อนสื่อที่ขับด้วยกันอย่างคุณบอนน์ ณัฐยศ จากเว็บ Ridebuster ทำได้ 8.59 วินาที ส่วนทางผมเองทำได้ 9.1 วินาที ก็ถือว่าสูสีกัน อีกหนึ่งเรื่องที่น่าชื่นชมนั่นคือระบบชาร์จพลังกลับเข้าแบตเตอรี่ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ทำงานคล้ายระบบ One-Pedal เลือกการชาร์จพลังงานกลับได้ถึงสามแบบเมื่อกดคันเร่งอย่างเดียวแล้วพอผ่อนคันเร่งระบบจะจัดการรถให้หยุดหน่วงเพื่อชาร์จกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ลองเล่นระดับที่สามผลออกมาคือไม่มีหน่วงเยอะเกินไปหน่วงแบบค่อยๆเพื่อให้ชะลอความเร็วอย่างนุ่มนวล ด้านอัตราสิ้นเปลืองตลอดการขับขี่ในโหมด Comfort ทำได้ 12.1 กม./ลิตรเรียกว่าพอรับได้

    MG

    การเก็บเสียงในย่านความเร็วกลางสูงๆนั้นทำผลงานได้อย่างดีและความดีของยางติดรถค่าย Yokohama เก็บเสียงดีในถนนเรียบๆ เกาะถนนดี พวงมาลัยพาวเวอร์ของคันนี้เป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียนไฟฟ้า EPS ที่ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร แถมยังปรับโหมดน้ำหนักพวงมาลัยถึงสามโหมดทั้งโหมด City Standard และ Sport เรียกว่าชอบโหมดไหนก็เลือกได้ตามอัธยาศัยแต่ส่วนตัวผมชอบความมั่นคงน้ำหนักพอดีๆก็ต้องโหมด Standard แต่ระยะฟรีก็มีนิดนึง

    MG

    ช่วงล่างหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทอิสระพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมเซ็ตออกมาให้ความนุ่มนวลไม่ตึงตังกระด้าง ซับกระแทกพอดีๆ ในช่วงรอยต่อสะพาน หรือจัมพ์ลงสะพาน เข้าโค้งคมกริบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำของค่าย MG มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกรถเก๋ง MG 6 และความดีของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวและป้องกันการลื่นไถลที่ไม่ยอมให้รถหลุดโค้งก็จับอาการได้ไวและระบบห้ามล้อเป็นดิสก์เบรกสี่ล้อ เบรกได้ฉับไว กดแป้นมากขึ้นถึง 25 % ระยะการเบรกสั้นพอสมควรเรียกว่ารับได้

    Safety & Feature

    MG

    ความปลอดภัยอาจไม่เยอะเท่า MG ZS EV แต่อย่างน้อยรายการประจำรถนั้นยังคับแก้วเช่นเคยไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System), ควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control), ป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System), ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System), ควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control System), ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System), สัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ล็อกความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control และจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit)

    ยังดีที่ให้กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ High Definition ทำงานร่วมกับสัญญาณกะระยะการจอดด้านหลังที่ให้มา 3 จุด ถุงลมนิรภัย 6 จุดครอบคัน เบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake), ป้องกันการไหลของรถ AVH (Auto Vehicle Hold), ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Brake System) พร้อมกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution), เสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ทั้งหมดนี้เป็นความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 12 ระบบ

    Verdict

    MG MGด้วยความเป็นเอสยูวียกงานดีไซน์​ MG ZS​ และ​ MG ZS​ EV​ มาทั้งหมดแต่ปรับความหล่อภายนอก​หล่อภายในให้ต่างจากเดิมชอบที่ภายในให้สองจอทั้งจอมาตรวัดและจอสัมผัสเรียกว่าไม่ต้องละสายตากันเลยความสบายโอโถ่งมีแอร์หลังกับหลังคาพาโนรามิกซันรูฟครบครันดี ขุมพลัง 1.5 ไร้เทอร์โบพ่วงด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์เข้าไปให้กำลังมากถึง 177 ม้า เรียกว่ามันส์แบบหาตัวจับยากกับค่าตัว 919,000 บาท แม้ความประหยัดให้มาแค่ 12-14 กม./ลิตรก็ถือว่าพอเพียงแล้วสำหรับ MG VS HEV

    ขอขอบคุณ เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ที่เชิญทีมงาน Car2Day เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบรถ MG VS HEV รุ่น X

    ABOUT THE AUTHOR

    spot_img
    spot_img

    Latest Posts