ในงาน CES 2026 ที่จัดขึ้นในเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากเทคโนโลยีอัจฉริยะและนวัตกรรมล้ำสมัยมากมายแล้ว หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าน่าสนใจ คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับสูงจาก Tensor Auto นำเสนอแนวคิดรถที่ให้ AI ขับแทนมนุษย์
Tensor Auto บริษัทสตาร์ทอัปด้านเทคโนโลยี ได้เปิดตัว Tensor Robocar รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ Level 4 ซึ่งถูกพัฒนาจากแนวคิด AI-First วางระบบให้ Ai เป็นหัวใจหลักของตัวรถ ตั้งแต่โครงสร้างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงระบบควบคุมการขับขี่
AI-First ไม่ใช่รถดัดแปลง
จุดเด่นสำคัญของรถรุ่นนี้คือการออกแบบรถใหม่ทั้งหมดตั้งแต่พื้นฐาน เพื่อรองรับการขับขี่อัตโนมัติระดับสูงโดยเฉพาะ แตกต่างจากแนวทางของผู้ผลิตหลายรายในปัจจุบันที่นำรถไฟฟ้า แบบดั้งเดิมมาปรับแต่งหรือเสริมระบบอัตโนมัติเพิ่มเข้าไปภายหลัง ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ Robocar ถูกมองว่าเป็นรถที่ เกิดมาเพื่อขับด้วยตัวเอง
Tensor อธิบายว่า Robocar เปรียบเสมือน ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ที่สามารถประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์และกล้องจำนวนมากแบบเรียลไทม์ โดยใช้ชิป NVIDIA DRIVE AGX Thor ซึ่งให้สมรรถนะการประมวลผลมากกว่า 8,000 TOPS (Tera Operations Per Second) เพื่อให้ AI สามารถควบคุมสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยในสภาพแวดล้อมจริง
Level 4 Autonomy ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับสูง
ระบบขับขี่อัตโนมัติ ระดับ Level 4 หมายถึง ระบบที่รถสามารถขับเองได้โดยไม่ต้องมีคนเฝ้าควบคุมอย่างต่อเนื่อง ในเงื่อนไขและพื้นที่ที่กำหนด เช่น เส้นทางในเมืองที่รองรับระบบ
โดย Tensor ได้พัฒนารถรุ่นนนใหม่นี้เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งานของ ผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการเป็นเจ้าของรถขับขี่อัตโนมัติ และการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์อย่าง บริการเรียกรถโดยสาร ซึ่งในอนาคตอาจมีการนำไปใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มอย่าง Lyft ที่แสดงความสนใจต่อเทคโนโลยีรถไร้คนขับรุ่นนี้
โครงสร้างการขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งระบบ
Tensor Robocar ถูกออกแบบขึ้นบนแนวคิด AI-first vehicle architecture โดยให้ AI ทำหน้าที่เสมือนศูนย์กลางการควบคุมของรถทั้งคัน ตั้งแต่การประมวลผลข้อมูล การรับรู้สภาพแวดล้อม ไปจนถึงการสั่งงานระบบสำคัญต่าง ๆ
ระบบหลักของรถ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เซ็นเซอร์ พวงมาลัย ระบบเบรก และระบบชาร์จ ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวภายใต้โครงสร้างที่เรียกว่า Unified Autonomy Stack แทนการแยกทำงานเป็นระบบย่อยเหมือนรถยนต์ทั่วไป ทำให้ AI สามารถมองภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดได้พร้อมกัน และสั่งการรถได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และต่อเนื่องมากขึ้น
รถรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีขนาดใกล้เคียงรถ SUV เพื่อรองรับพื้นที่สำหรับฮาร์ดแวร์ประมวลผลและเซ็นเซอร์จำนวนมาก โดยยังคงให้ความสำคัญกับการต้านอากาศ โดยตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.253 (Cd) ซึ่งถือว่าต่ำสำหรับรถในกลุ่มนี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยไม่ลดพื้นที่ภายใน
เสริมความมั่นใจ ด้วยLiDAR คู่
ระบบการมองเห็นของ Robocar ใช้ LiDAR สองระบบทำงานร่วมกัน แทนการใช้เซ็นเซอร์แบบตัวเดียว
- Halo Hyper-LiDAR
ให้การมองเห็นรอบทิศทางแบบ 360 องศา ด้วยความละเอียดสูงระดับ 25.6 million beams/sec ช่วยให้ AI รับรู้สภาพแวดล้อมได้อย่างละเอียดแม้ในสถานการณ์ซับซ้อน
- Sentinel LiDAR
เน้นตรวจจับจุดบอด พื้นที่ระยะใกล้ และบริเวณที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ขณะเลี้ยวหรือจอดรถ
การใช้ LiDAR คู่ จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของเซ็นเซอร์มากกว่าแบบเดี่ยว ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบขับขี่อัตโนมัติมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการติดตั้ง เรดาร์ กล้อง และไมโครโฟน เข้าไว้ในระบบ Situational Awareness Stack ซึ่งช่วยให้ AI สามารถ เข้าใจบริบทโดยรอบ เช่น พฤติกรรมของผู้ใช้ถนน สภาพจราจร หรือเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ยาก ซึ่งระบบนี้ถูกพัฒนาให้เน้น Contextual Understanding มากกว่าการตรวจจับวัตถุแบบพื้นฐาน ทำให้ AI สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์จริงที่ไม่เป็นไปตามแพทเทิร์นเดิมได้ดียิ่งขึ้น
ระบบการทำงานหลากหลาย เน้นความปลอดภัยสูง
Tensor Robocar มีการใช้ระบบ Drive-by-Wire แบบเต็มรูปแบบ โดยทุกระบบควบคุมหลักของรถจะมีระบบสำรองที่รองรับ หากระบบใดระบบหนึ่งเกิดความขัดข้อง รถจะยังสามารถควบคุมและหยุดได้อย่างปลอดภัย
ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับพวงมาลัยพับได้สำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ พัฒนาร่วมกับ Autoliv และ ZF ซึ่งช่วยรองรับระหว่างการขับขี่ด้วยมนุษย์ และโหมดขับขี่อัตโนมัติอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งาน
ตัวรถใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าและระบบเบรกไฟฟ้าแบบแยกอิสระ ที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรด้านยานยนต์ระดับโลกอย่าง ZF และ Bosch โดยมีการติดตั้งระบบเบรกที่ผสานเทคโนโลยี ESP10, DPB 2.0 และระบบเบรกมือไฟฟ้าสำรองหลายชุด เพื่อลดความเสี่ยงข้อผิดพลาดเพียงจุดเดียว
รถรุ่นนี้รองรับการชาร์จไฟแบบอัตโนมัติ โดยช่องชาร์จสามารถเปิดเองได้ และทำงานร่วมกับระบบชาร์จไฟหุ่นยนต์ของ Rocsys และ Brose ช่วยให้รถสามารถชาร์จพลังงานได้โดยไม่ต้องมีคนเสียบสายให้ โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 20–80% ได้ภายในเวลาประมาณ 10 นาที ด้วยกำลังไฟเฉลี่ย 400 kW รองรับระบบแรงดันไฟฟ้าหลายระดับ ทั้ง 500 โวลต์ และ 750 โวลต์
ผู้บริหารของ Lyft มองว่า Tensor Robocar จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมบริการเรียกรถ โดย Jeremy Bird รองประธานบริหารฝ่ายประสบการณ์ผู้ขับของ Lyft ระบุว่า “สิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ Tensor คือการยกระดับโอกาสที่ Lyft สร้างไว้แล้ว ให้ก้าวไปอีกขั้น”
Tensor ระบุว่า Robocar จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงในช่วง ครึ่งหลังของปี 2569 และมีแผนเปิดตลาดใน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อน จากนั้นจึงพิจารณาขยายไปยังตลาดอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต
ข้อมูลและรูปภาพจาก : interestingengineering.com, motortrend.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com














