ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางที่ถูกพูดถึงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและการก่อสร้างที่ไม่เสร็จสิ้นสักที แต่ตอนนี้ไม่แน่ว่าเรื่องราวของถนนตัวร้าย อาจจะกำลังปิดตำนานลง หลังกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า เตรียมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมเดินหน้านโยบายลดภาระประชาชน ทั้งค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ รถไฟฟ้า 40 บาท รวมถึงเตรียมผลักดันโครงการใหญ่ของประเทศให้มีความคืบหน้ามากขึ้น
พระราม 2 ใกล้ปิดตำนาน วิ่งยาวถึงบ้านแพ้ว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า โครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 จะเสร็จสิ้นและเปิดใช้งานได้เต็มรูปแบบพร้อมคืนพื้นผิวจราจรไม่เกินเดือนสิงหาคม 2569
โดยมีระบุเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถูกตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน แต่มีการเลื่อนออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้งานก่อสร้างเรียบร้อยและปลอดภัยที่สุด
ทั้งนี้ การเปิดจราจรครั้งนี้จะเป็นการเปิดใช้งานแบบเต็มรูปแบบ 100% เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางแบบไม่มีงานก่อสร้างกีดขวาง และเดินทางต่อเนื่องได้จนถึงช่วงบ้านแพ้ว รวมถึงเชื่อมต่อกับทางต่างระดับบางขุนเทียนได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก เพื่อช่วยระบายการจราจรให้คล่องตัวมากขึ้น

โปรเจกต์หลัก บนถนนพระราม 2
ปัจจุบันโครงการสำคัญบนถนนพระราม 2 ที่จะเข้ามาเป็นโครงข่ายใหม่ในการแก้ปัญหาการจราจร ประกอบด้วย
- โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว
ระยะทางรวม 24.7 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ระยะ
ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย
- ระยะทาง 8.3 กม.
- ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100%
- เปิดทดลองใช้งานตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 โดยไม่เก็บค่าผ่านทาง
ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว
- ระยะทาง 16 กม.
- อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
- โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก
- ระยะทาง 18.7 กม.
- ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ซึ่งคาดว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จสิ้นจะสามารถเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายหลัก ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และระบายการจราจรฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
เดินหน้าทำงานทันที โฟกัสการแก้ปัญหาเป็นหลัก
หลังเข้าพิธีปฏิบัติหน้าที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 คน ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน เป็นต้นไป จะเริ่มเดินหน้าทำงานทันที โดยเน้นการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในกระทรวง และจะบูรณาการตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ทั้งนี้มีการยืนยันว่าหน่วยงานกระทรวงคมนาคมจะเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤติของโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเดินทางของประชาชน
สำหรับการแบ่งงานกำกับดูแล จะมีความชัดเจนหลังการแถลงนโยบายในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569
ตรึงค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ ลดภาระประชาชน
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
- ใช้เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มารองรับต้นทุน
- ให้กระทรวงเป็นผู้ดูแลภาระส่วนต่างที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจต้องมีการพิจารณาปรับเพิ่มต่อกิโลเมตรในภายหลัง พร้อมกับหามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐภายใต้กรอบงบประมาณที่มีอยู่
ดันกฎหมายราง – ตั๋วร่วม ให้เชื่อมทั้งระบบ
ยังคงมุ่งเน้นการลดค่าครองชีพด้านการเดินทางเป็นสำคัญ โดยมีแผนผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
- พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 (พรบ.ราง)
- พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 (พรบ.ตั๋วร่วม)
โดยทั้งสองฉบับผ่านวุฒิสภาแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูก ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ทันที
คาดว่าเมื่อกฎหมายบังคับใช้ จะปลดล็อกข้อจำกัดของการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้เชื่อมต่อกันอย่างสะดวก ยกเว้นค่าแรกเข้า โดยเฉพาะระบบรถไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อกับรถเมล์และเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ราคาค่าโดยสารทั้งระบบถูกลง
ส่วนของนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท จะมีการสานต่อ แต่รูปแบบการจัดเก็บค่าโดยสารยังอยู่ระหว่างการศึกษา
แนวทางที่กำลังพิจารณา คือ
- คิดค่าโดยสารจากการแบ่งพื้นที่
- คิดค่าโดยสารจากการแบ่งช่วงเวลาเดินทาง
การจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม จะควบคู่ไปกับการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน พื่อนำไปสู่การบริหารจัดการระบบในรูปแบบรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) คือการโอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายไปอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบร่วมกันได้ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน
แผนลงทุนปี 2570 เดินหน้ารถไฟทางคู่ เร่งแลนด์บริดจ์
ในด้านโครงการลงทุน กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอแผนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยเน้นโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2
เส้นทางสำคัญ ได้แก่
- ชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร
- สุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร
- ชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร
โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางราง และเชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ได้ดีขึ้น
ส่วนอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ โดยเป็นโครงการใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 9.9 แสนล้านบาท
แนวคิดหลักคือการเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อยกระดับศักยภาพโลจิสติกส์ของไทย
ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องที่ดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน โดยจากการศึกษาพบว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่า
- สามารถสร้างงานได้มากกว่าแสนอัตรา
- เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ
- รองรับการขนส่งระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเพียงการถ่ายลำสินค้า ทำให้แลนด์บริดจ์สามารถเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในระบบขนส่งได้เป็นอย่างดี
ไฮสปีด 3 สนามบิน ยืนยันไม่แก้สัญญา
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญา
เหตุผลสำคัญคือ
- โครงการได้ลงนามสัญญาแล้ว
- หากแก้ไข อาจถูกฟ้องร้องจากผู้ประมูลรายอื่น
ดังนั้นเมื่อโครงการมีการประมูลแล้ว ต้องเดินหน้าตามสัญญา
ส่วนผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แนวทางของรัฐบาลจะเน้นเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ โดยจูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น และเร่งลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารของไฮสปีดเทรนในระยะต่อไป
นอกจากนี้ หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) จะมีการประชุมเพื่อเดินหน้าโครงการเพิ่มเติม เช่น โครงการศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาพัฒนาโครงการสวนสนุกระดับโลกอย่างดิสนีย์แลนด์ หรือสวนสนุกขนาดใหญ่อื่นๆ ในอนาคต
ข้อมูลจาก : bangkokbiznews.com, thansettakij.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com














