สัญญาณดีเริ่มมีมาให้เห็น ก่อนหน้านี้ขนส่งสาธารณะเริ่มทยอยประกาศลดค่าโดยสาร ตามต้นทุนน้ำมันที่ปรับลดลง ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อรัฐบาลเคาะงบกว่า 2 พันล้าน เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือภาคขนส่ง พร้อมตรึงค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
เคาะงบ 2,060 ล้านบาทพยุงระบบขนส่ง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง โดย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการนี้ครอบคลุมทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง ด้วยวงเงินอนุมัติรวมประมาณ 2,060 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำชับให้ดำเนินการอย่างรัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้
เปิดลงทะเบียน 4 วัน รับเงินผ่านพร้อมเพย์
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม เปิดให้ผู้มีสิทธิลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ หรือยื่นคำขอด้วยตนเองที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569
เมื่อมีการลงทะเบียนแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ หลังจากตรวจสอบสิทธิเสร็จสิ้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการเดินรถเป็นระยะเวลา 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569
โดยผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือสามารถดำเนินการกรอกข้อมูลได้ที่
- เว็บไซต์ : https://tss.dlt.go.th/ (ตลอด 24 ชั่วโมง)
- หรือยื่นคำขอ ที่กรมการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ
ตรึงค่าโดยสาร ลดต้นทุน รับช่วงสงกรานต์
มาตรการนี้มีเป้าหมายคือต้องการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ควบคู่กับการตรึงค่าโดยสารไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาในช่วงที่ต้นทุนผันผวน พร้อมดูแลให้มีบริการI5ขนส่งสาธารณะเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูง
ซึ่งมาตรการจะครอบคลุมผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถรับจ้าง โดยมีรายละเอียดการช่วยเหลือแบ่งตามประเภทกลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ
รถโดยสารประจำทางบางประเภท แบ่งออกเป็น
รถโดยสารประจำทาง หมวด 1 และหมวด 4 ในกรุงเทพมหานคร
- จะได้รับเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน
- ต้องมีระยะวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง หมวด 2 และหมวด 3
- จะได้รับเงินในอัตรา 2 บาทต่อกิโลเมตร
- กำหนดเพดานไม่เกิน 700 บาทต่อวันสำหรับหมวด 2
- และกำหนดเพดานไม่เกิน 500 บาทต่อวันสำหรับหมวด 3
ส่วนรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถบัส มินิบัส และรถตู้ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท และ 3,600 บาทต่อคัน ตามลำดับ
กลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้า
รถบรรทุกขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป
- จะได้รับเงินช่วยเหลือ 6,000 บาทต่อคัน
- โดยต้องมีระยะวิ่งไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร
รถบรรทุกขนาดเล็ก
- จะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาทต่อคัน
- ต้องมีระยะวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถรับจ้าง
รถแท็กซี่
- จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,040 บาทต่อคัน
- เงื่อนไขคือต้องติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE
- ต้องมีระยะวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
รถจักรยานยนต์สาธารณะ
- จะได้รับเงินช่วยเหลือ 840 บาทต่อคัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ขอรับสิทธิจะต้องเป็นรถที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตที่ยังไม่หมดอายุ และต้องให้บริการจริงตามระยะทางที่กำหนดภายในระยะเวลา 42 วัน โดยภาครัฐจะใช้ระบบ GPS สำหรับการตรวจสอบข้อมูลก่อนดำเนินการจ่ายเงินหลังสิ้นสุดมาตรการ
สำหรับรถที่ต้องติดตั้งแอป DLT GPS NOTICE จะต้องเปิดใช้งานตลอดระยะเวลาการให้บริการ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือมีการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ จะถูกตัดสิทธิ์และอาจมีโทษตามกฎหมาย

ดำเนินการโปร่งใส แต่เวลามีจำกัด
ทั้งนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาพรวมของมาตรการนี้เป็นการช่วยประคับประคองต้นทุนของภาคขนส่งในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน ควบคู่ไปกับการกำหนดเงื่อนไขให้มีการให้บริการจริง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด โปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ทางเว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ตลอด 24 ชั่วโมง หรือยื่นคำขอด้วยตนเองที่กรมการขนส่งทางบก อาคาร 3 ชั้น 1 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 16.30 น.
ข้อมูลและรูปภาพจาก : thaigov.go.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com












