ในขณะที่เมืองไทยกำลังรอผลเกี่ยวกับการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์อีวีสำเร็จรูปเป็น 32% และใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 80% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรม

ล่าสุดเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศด้วยการขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปหรือ CBU มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยมีเกณฑ์หลัก 2 ข้อ
- ราคารถต้องมีมูลค่ารวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง (CIF) ไม่ต่ำกว่า 200,000 ริงกิต หรือราว 1,635,000 บาท
- กำหนดกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าต้องมีกำลัง 245 แรงม้าขึ้นไป
การกำหนดมาตรการครั้งนี้เพื่อสกัดกั้นการทุ่มตลาดจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากจีน และเป็นการบีบบังคับให้ค่ายรถยนต์จีนเปลี่ยนมาใช้แนวทางการประกอบในประเทศ (CKD) แทนการนำเข้าทั้งคันส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ค่าตัวและสเปกมอเตอร์ไฟฟ้าที่กล่าวมานั้นไม่ผ่านเกณฑ์

ส่งผลกระทบต่อค่ายรถยนต์จีนเช่น BYD ที่มีทั้ง 7 รุ่นและราคาที่ขายส่วนมากไม่ผ่านเกณฑ์แทบทั้งสิ้นและแบรนด์จีนอื่นๆที่ราคาไม่ผ่านเกณฑ์ทั้ง ZEEKR 7X และ OMODA C5 EV (E5) ก็ไม่สามารถนำเข้าได้ภายใต้กรอบใหม่นี้เช่นกัน
อีกหนึ่งอุปสรรคนั่นคือการหาพันธมิตรมาเลเซียเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการนำเข้า รัฐบาลมาเลเซียได้กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับโครงการผลิตใหม่ที่ได้รับอนุมัติหลังวันที่ 1 กันยายน 2025 ดังนี้
- ราคารถขั้นต่ำ 100,000 MYR หรือ 819,000 บาท
- ข้อกำหนดการส่งออก อย่างน้อย 80% ของการผลิตต้องส่งออก โดยยอดขายในประเทศจำกัดอยู่ที่ 20%
- การผลิตในประเทศที่มีมูลค่าสูง ต้องดำเนินการเชื่อม พ่นสี และประกอบขั้นสุดท้ายภายในมาเลเซีย
ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์จีนที่ร่วมกับพันธมิตรประกอบรถในมาเลเซีย เห็นเป็นรูปธรรมเช่น XPENG เริ่มผลิต XPENG G6 และ XPENG X9 ร่วมกับ EPMB (EP Manufacturing Berhad) ใช้โรงงานที่มีอยู่ประกอบดัดแปลงแทนที่จะสร้างโรงงานใหม่ ในรัฐมะละกาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมและพฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่เข้าข่ายข้อกำหนดการส่งออก 80%

ล่าสุด STELLANTIS ประกอบ LEAPMOTOR C10 ในโรงงานในเมืองกูรุน รัฐเคดาห์ โดยใช้โรงงานและเครื่องจักรเดิม มาประยุกต์ ตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมา (เคยประกอบ PEUGEOT) และไตรมาส 3 ปีนี้ KIA ร่วมมือเป็นพันธมิตรสัญญาจ้างประกอบ (Contract Assembler) ทั้ง KIA Sportage และ KIA Carnival
ZEEKR เตรียมประกอบ ZEEKR 7X โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ของ PROTON ที่โรงงาน Automotive Hi-Tech Valley (AHTV) ในเมืองตันจงมาลิม รัฐเปรัก (ภายใต้ความร่วมมือในกลุ่ม GEELY)
ใช้งบลงทุนกว่า 82,000,000 ริงกิต หรือราว 653,000,000 บาท เริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตปีละ 20,000 คัน และสามารถขยายได้สูงสุดถึง 45,000 คันต่อปี ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด และเตรียมเปิดสายการผลิตในเดือนกันยายนนี้

กลับมาที่ BYD วางแผนจะมีโรงงานใหม่บนพื้นที่ประมาณ 600,000 ตารางเมตร ในเมืองตันจุงมาลิม รัฐเปรัก ได้หยุดชะงักลง นักวิเคราะห์รายหนึ่ง ชี้ว่าข้อกำหนดการส่งออก 80% นั้นไม่เอื้อประโยชน์ให้กับ BYD แต่เขากลับมีกำลังการผลิตจำนวนมากอยู่แล้วในประเทศไทย อินโดนีเซีย และจีน
รัฐบาลมาเลเซียยืนยันว่านโยบายใหม่เหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่แข็งแกร่งและปกป้องแบรนด์ตัวเองทั้ง PROTON และ PERODUA
และเป็นการส่งสัญญาณว่ารับเฉพาะ “การลงทุนเกรดพรีเมียมและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง” เท่านั้น ไม่เอารถอีวีราคาถูกมาแย่งเค้ก จับตาไทยจะจริงจังกับมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ามากน้อยแค่ไหนนั้นต้องติดตาม
ที่มา CarNewsChina และ NST New Straits Times
ติดตามข่าวสารยานยนต์ : car2day.com
Page Facebook : Car2Day
Youtube : youtube.com/@Car2day










