ภายในจึ้ง!! เผยโฉมห้องโดยสาร MG 07 สเปคไฟฟ้า – ไฮบริด ก่อนเปิดพรีเซลปลายเดือนนี้

MG 07 เผยภาพภายในห้องโดยสารและข้อมูลทางเทคนิค รถยนต์ซีดานท้ายลาดสไตล์ Fastback Liftback ก่อนเปิดฉากรับจองล่วงหน้าปลายเดือนนี้ โดยรายงานจาก Y-Auto ระบุว่า รุ่น BEV จะมาพร้อมระบบประมวลผลโลคอลฮาร์ดแวร์คู่สำหรับรองรับ Ecosystem ทั้งระบบในห้องโดยสาร ซึ่งการเปิดเผยโครงสร้างตัวรถในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีภาพหลุดการวิ่งทดสอบบนถนน รวมถึงกระแสข่าวที่แบรนด์ออกมาชี้แจงกรณีข้อกล่าวหาเรื่องดีไซน์ที่ไปคล้ายคลึงกับรถยนต์รุ่นอื่น

MG 07 interior

ตัวถังของ MG 07 มีมิติกว้างขวางด้วยความยาว 4,886 มม. ความกว้าง 1,900 มม. ความสูง 1,485 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,825 มม. งานวิศวกรรมภายนอกที่เด่นๆ คือการใช้ฝากระโปรงหน้าแบบ Clamshell Hood ปั๊มขึ้นรูป รับกับชุดไฟหน้าแบบลดหลั่นรูปทรงโค้งมน และติดตั้งกระจังหน้าแบบ Active Intake Grille ที่เปิด-ปิดอัตโนมัติ

ห้องโดยสารและระบบอิเล็กทรอนิกส์

ภายในห้องโดยสารมีเฉดสีให้เลือก ได้แก่ สีขาว, สีม่วง (Violet) และสีน้ำเงิน (Royal Blue) โดดเด่นด้วยหน้าจอส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2.5K ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลระดับไฮเอนด์ Qualcomm Snapdragon 8295P รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเต็มรูปแบบทุกเลย์เอาท์ นอกจากนี้ยังมีโมดูลห้องโดยสาร AI คอยตรวจจับอุณหภูมิและความชื้น เพื่อปรับการตั้งค่าเบาะนั่งฝั่งคนขับให้โดยอัตโนมัติ

MG 07 interior

ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,825 มม. ช่วยให้พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง โดยฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าติดตั้งเบาะนั่งปรับนอนแบบ Zero-Gravity พร้อมกระจกแต่งหน้ามัลติฟังก์ชันขนาดใหญ่ (Queen-size) ส่วนระบบความบันเทิงจัดเต็มด้วยชุดลำโพง 21 ตำแหน่ง ให้มิติเสียงรอบทิศทางแบบ 7.1.4 Spatial Audio พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 697 ลิตร พร้อมฝาท้ายไฟฟ้า มีช่องเก็บของหลุมลึกด้านล่างอีก 109 ลิตร และตู้เย็นที่ปรับอุณหภูมิได้สองโซนขนาด 30 ลิตร

MG 07 interior

สมรรถนะและงานวิศวกรรมช่วงล่าง

สถาปัตยกรรมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของรุ่น BEV พัฒนาบนแพลตฟอร์มแรงดันไฟฟ้าสูง 800V รองรับการชาร์จความเร็วสูงระดับ 5C ทำระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้ถึง 840 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ซึ่งถือเป็นรุ่นย่อยสมรรถนะสูงที่อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นมาตรฐาน (สเปควิ่งไกล 650 กม.) ที่เพิ่งออกจากสายการผลิตไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกขุมพลัง ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่จับคู่เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 82 กิโลวัตต์ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าที่ให้กำลัง 152 กิโลวัตต์ เก็บประจุไฟด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแมงกานีสฟอสเฟต (LMFP) ขนาด 30 kWh จากการร่วมทุนของ CATL-SAIC สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกล 185 กม. ตามมาตรฐาน WLTC โดยรุ่น PHEV นี้จะยังคงมิติตัวถังความยาว 4,886 มม. และฐานล้อ 2,825 มม. เท่ากับรุ่นไฟฟ้า 100% แต่จะได้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้ามาแทน

ในส่วนของสมรรถนะ รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาต่ำกว่า 5 วินาที ด้านระบบกันสะเทือนเลือกใช้ช่วงล่างแม่เหล็กไฟฟ้า mCDC (Electromagnetic Suspension) ที่สามารถปรับความหนืดอัตโนมัติได้ละเอียดถึง 200 ครั้งต่อวินาที ทำงานร่วมกับระบบ AI Preview Scanning ที่ใช้กล้องสแกนสภาพผิวถนนล่วงหน้าระยะ 15 ถึง 150 เมตร เพื่อเตรียมเซ็ตติ้งช่วงล่างรองรับแรงกระแทก

ความเคลื่อนไหวในตลาดและยอดขาย

ระบบขับขี่อัตโนมัติและช่วยเหลือการขับขี่ควบคุมโดยสถาปัตยกรรม Momenta R7 World Model จับคู่กับหน่วยประมวลผลประสาท Xheart X7 Neural Processing Unit (NPU) โดยเอ็มจีตั้งเป้าส่งพิกัดรถรุ่นนี้ไปทำตลาดในกลุ่มระดับราคา 300,000 หยวน (ประมาณ 44,190 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้เป็นฐานรากทางเทคนิคในการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เซกเมนต์อื่นๆ ของเครือ SAIC Motor ต่อไป

จากข้อมูลของ China EV DataTracker ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 พบว่า เอ็มจีทำยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า MG4 EV ได้สูงถึง 15,067 คัน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 85.8% ของยอดขายแบรนด์ทั้งหมด ในขณะที่รถยนต์รุ่นอื่นๆ มีตัวเลขลดหลั่นลงมา โดย MG 5 มียอดส่งมอบอยู่ที่ 1,966 คัน และ MG 7 อยู่ที่ 456 คัน

Source: CarNewsChina

ABOUT THE AUTHOR

Latest Posts