Bugatti W16 Mistral คันสุดท้ายมาในตัวถังสีขาวเพลน แมตช์เข้ากับชิ้นงานพอร์ซเลนแท้ผ่านการเผาไฟ และการลากเส้นสายด้วยมือเพื่อสะท้อนโครงสร้างเรขาคณิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวถัง รุ่นโปรดักชันจำนวนจำกัดสิ้นสุดการผลิตลงแล้วด้วยยอดรวม 99 คัน

Bugatti เผยโฉมผลงานชิ้นเอกตัวแต่งพิเศษ (Bespoke) รายล่าสุดของ W16 Mistral และคันนี้มีความพิเศษเหนือระดับขึ้นไปอีกขั้น เมื่อไฮเปอร์คาร์เปิดประทุนสมรรถนะระดับปีศาจคันนี้ ตกแต่งตัวถังด้วยชิ้นงานพอร์ซเลนคุณภาพสูงสุด ซึ่งเป็นวัสดุที่คนมักจะนึกถึงชุดจานชามดินเนอร์หรูมากกว่าจะมาอยู่บนตัวรถระดับ 420 กม./ชม. ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นงดงามและหลุดโลกอย่างแท้จริง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Bugatti ทดลองนำพอร์ซเลนมาใช้กับรถของแบรนด์ เพราะในปี 2011 พวกเขาเคยฝากผลงานนี้ไว้กับ Veyron Grand Sport Vitesse ในชื่อรุ่น “L’Or Blanc” ที่ตกแต่งด้วยวัสดุดังกล่าวพร้อมตัดสลับกับชิ้นส่วนเพนต์สีขาวและน้ำเงิน ซึ่งในตอนนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแจกันพอร์ซเลนสีขาวที่ Enzo Mari ดีไซเนอร์ชาวอิตาลีออกแบบให้กับแบรนด์ KPM โดยรอยฝีแปรงสีน้ำเงินที่พลิ้วไหวในครั้งนั้นได้กลายมาเป็นต้นแบบของกราฟิกเพนต์มือบนตัวถัง Veyron

สำหรับ Mistral คันใหม่นี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Blanc Éternel” ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ Königliche Porzellan-Manufaktur Berlin (KPM) ผู้ผลิตเซรามิกชื่อดังสัญชาติเยอรมัน
ชิ้นงานพอร์ซเลนถูกติดตั้งไว้ตรงไหนบ้าง
หากคุณกำลังสงสัย ต้องขอบอกว่าตัวถังทั้งหมดของ W16 Mistral ไม่ได้ทำจากพอร์ซเลน พื้นผิวส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานพ่นสีขาวเฉดเรียบง่าย ทว่ามีการฝังชิ้นงานพอร์ซเลนแท้ลงไปบริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ ฝาปิดถังน้ำมันเครื่อง ฝาถังน้ำมัน และตราสัญลักษณ์ EB
แผ่นพอร์ซเลนสองชิ้นที่ฝังอยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์ยังประทับตราโลโก้คทาหลวงของ KPM Berlin อีกด้วย ซึ่งการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องอาศัยวิศวกรรมที่แม่นยำอย่างมาก เนื่องจากพอร์ซเลนจะหดตัวลงราว 17% ในระหว่างกระบวนการเผาไฟ นั่นหมายความว่าชิ้นประกอบแต่ละชิ้นจะต้องถูกขยายขนาดให้ใหญ่กว่าปกติก่อนนำเข้าเตาอบ เพื่อให้ได้ขนาดที่ฟิตพอดีเป๊ะหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ
หลังจาก Bugatti ลงสีพื้นตัวถังด้วยสีขาวเสร็จสิ้น เส้นสายสีดำที่มีความซับซ้อนนับสิบเส้นก็ถูกวาดลงไปด้วยมืออย่างประณีต แต่แทนที่จะเป็นการเลียนแบบเส้นสะท้อนแสงเหมือนในรุ่น Veyron L’Or Blanc ตัวรถ Blanc Éternel กลับใช้เส้นสายอันเฉียบคมเหล่านี้ลากตามโครงสร้างพื้นผิวโครงข่ายดิจิทัลแบบ NURBS (Non-Uniform Rational B-Splines) ของ Mistral เผยให้เห็นโครงสร้างเรขาคณิตที่ตามปกติจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตัวถังที่เสร็จสมบูรณ์

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นยอดเยี่ยมและเหนือธรรมดา ถึงแม้เราจะแอบเทใจให้กับการตัดโทนสีน้ำเงินแบบที่พบใน Veyron L’Or Blanc รุ่นเก่ามากกว่าก็ตาม แต่แน่นอนว่าดีลเลอร์ของ Bugatti ย่อมมีทีมสไตลิสต์ที่ตาถึงกว่าพวกเราอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเราเป็นใครกันที่จะไปวิจารณ์ผลงานระดับนี้?
งานตกแต่งด้วยพอร์ซเลนยังลามเข้าไปถึงในห้องโดยสาร โดยคุณจะพบวัสดุนี้ได้บนหัวเกียร์ ฝาครอบลำโพง ที่วางแขนคอนโซลกลาง แผ่นรองเข่า และสวิตช์ควบคุมหน้าต่าง นอกจากนี้ ธีมการลากเส้นสายสีดำยังถูกส่งต่อมายังงานหุ้มเบาะหนังสีขาว ผ่านกรรมวิธีที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยชิ้นส่วนหนังแต่ละชิ้นจะถูกติดเทปกาวบังส่วน (Masking) ด้วยมือก่อนที่จะสกรีนกราฟิกลงไปบนพื้นผิวโดยตรง

Bugatti และ KPM ยังฉลองการกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งด้วยคอลเลกชันพอร์ซเลน Blanc Éternel รุ่น Limited Edition ซึ่งรวมถึงแก้วกาแฟ To-Drive Cup และแก้ว Aviator Cup ของ KPM ในสองขนาด โดยจำกัดจำนวนการผลิตงานทำมือไว้ที่เพียง 1,000 ชิ้นเท่านั้น
ปิดฉากไลน์การผลิต Mistral
จำนวนการผลิตทั้งหมดของ Bugatti W16 Mistral ถูกจำกัดไว้ที่เพียง 99 คัน และการผลิตคันสุดท้ายเพิ่งจะเสร็จสิ้นลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ก่อนส่งท้ายไลน์ผลิตอย่างเป็นทางการ Bugatti จึงได้นำรถคันที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่สุดบางส่วนมาจัดแสดง ซึ่งรวมถึงคันสีทองแดงของนักธุรกิจชาวอาร์เจนตินา คันตัวถังสีน้ำเงินตัดดำที่กำลังเดินทางไปอเมริกา และอีกคันที่มาในเฉดสีลาเวนเดอร์พร้อมการตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้สไตล์หวานฉ่ำ
Source: Carscoops










