โครงการ รถไฟฟ้ารางเบา LRT ขอนแก่น เตรียมกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง หลังเคลียร์ไฟเขียวจากภาครัฐครบทุกด้าน พร้อมเข้าสู่ช่วงสำคัญของการหาเงินลงทุนกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท แต่ครั้งนี้จะไม่รอพึ่งรายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว เพราะแผนใหม่คือการพัฒนาเมืองควบคู่กับระบบราง เพื่อเพิ่มรายได้ ดันผลตอบแทนโครงการให้สูงจนสถาบันการเงินต่างประเทศสนใจลงทุน ตั้งเป้าปิดดีลระดมทุนภายในปี 2570 ก่อนเริ่มสร้างจริง

เดินหน้าสู่ขั้นตอนสำคัญ หลังได้ไฟเขียวจากรัฐบาลครบแล้ว
นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) จำกัด เปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้ารางเบา LRT ขอนแก่น กำลังสู่ช่วงสำคัญของการพัฒนา หลังจากได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลส่วนกลางครบทุกด้าน
ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจหลังโควิด-19 พร้อมปรับแนวคิดจากการเป็นโครงการระบบขนส่งเพียงอย่างเดียว ไปเป็นโมเดลที่ผสานระบบรางเข้ากับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม ลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ และทำให้โครงการมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น
เปลี่ยนโมเดลใหม่ ดันผลตอบแทนจาก 4% เป็น 10%
สำหรับแนวทางใหม่นี้มีเป้าหมายเพิ่มอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ของโครงการ
- จากประมาณ 4% จากการดำเนินการเฉพาะระบบขนส่ง
- เพิ่มเป็นประมาณ 10% สำหรับโมเดลที่ผสานระบบ LRT กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งโมเดลนี้ก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มสถาบันการเงินในสิงคโปร์และฮ่องกงอีกด้วย
ทั้งนี้ สำหรับโครงการจะยังใช้งบลงทุนตามแผนแม่บทเดิม อยู่ที่ประมาณ 23,000 – 24,000 ล้านบาท โดยจะตั้งเป้าระดมทุนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2570 เพื่อเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างต่อไป
ภาครัฐอนุมัติครบ พร้อมใช้เกาะกลางถนนมิตรภาพ
ในด้านนโยบาย โครงการได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลครบ 100% และมีสถานะทางกฎหมายพร้อมเดินหน้าต่อ
นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่เกาะกลางถนนมิตรภาพตลอดแนวเส้นทางหลักของโครงการแล้ว
ส่วนพื้นที่สำคัญสำหรับการก่อสร้างสถานี กรมธนารักษ์ได้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับจังหวัดขอนแก่น เพื่อเปิดทางให้บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด (KKTs) เข้าไปพัฒนาพื้นที่สถานีทดลองข้าว ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ (G2G)
อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาเรื่องพื้นที่จะยังคงเดินหน้าอยู่ แต่ KKTs ก็เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยจัดหาที่ดินทางเลือกไว้รองรับ หากไม่สามารถใช้พื้นที่เดิมได้ตามกำหนด เป้าหมายคือรักษาความต่อเนื่องของโครงการ และลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น
ดึงบริษัทสหรัฐฯ หาเงินทุน เจรจาธนาคารสิงคโปร์-ฮ่องกง
ด้านการเงิน บริษัท AVAS Marshal จากสหรัฐอเมริกา จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาแหล่งเงินทุนให้กับโครงการ และได้นำคณะกรรมการของ KKTs เข้าพบกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายสถาบันการเงิน
ตามแผนงานการดำเนินงานในเอกสาร โครงการจะปรับปรุงผลการศึกษาความเป็นไปได้ให้เป็นปัจจุบัน โดยคาดว่าจะเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2570 จากนั้นจะเข้าสู่การนำเสนอโครงการต่อนักลงทุน และจัดเตรียมเอกสารสัญญากู้ยืมเพื่อปิดการระดมทุน

เทศบาลไม่ค้ำประกันเงินกู้ ลดความเสี่ยงประชาชน
โครงการนี้ตั้งเป้าปิดการระดมทุนภายในเดือนสิงหาคม 2570 เพื่อเริ่มงานก่อสร้าง โดยรูปแบบทางการเงินถูกออกแบบให้บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบการระดมทุนเองทั้งหมด
เทศบาลจะไม่มีหน้าที่ค้ำประกันเงินกู้ เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญจากรัฐบาลระบุว่า ห้ามเทศบาลลงนามค้ำประกัน เพื่อไม่ให้หนี้จากโครงการขนาดใหญ่กลายเป็นภาระด้านภาษีหรือกระทบงบประมาณของประชาชนในอนาคต
ทั้งนี้ การดำเนินงานผ่านนิติบุคคล อย่าง KKTs ยังช่วยแยกภาระทางการเงินออกจากฝ่ายการเมืองท้องถิ่น ซึ่งถ้าโครงการประสบปัญหา หนี้สินจะไม่ตกเป็นภาระของเทศบาลหรือประชาชน
โครงการ LRT ขอนแก่น จึงกลายเป็นเหมือนบททดสอบสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย ว่าสามารถผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง
TOD คือหัวใจสำคัญ เพิ่มรายได้ให้โครงการ
กุญแจสำคัญของแผนการเงินครั้งนี้คือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบระบบขนส่ง หรือ Transit-Oriented Development (TOD)
ซึ่งหากโครงการมีรายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว จะมี IRR ราว 4% ซึ่งถือว่าต่ำสำหรับการขอสินเชื่อจากธนาคาร แต่ถ้ารวมรายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ามา จากการประเมินของโครงการ ส่วนของอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะมี IRR มากกว่า 12%
เมื่อรวมรายได้ทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน โครงการจะมี IRR ประมาณ 10% ทำให้มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนและสถาบันการเงินมากขึ้น
ข้อมูลทั้งหมดได้รับการจัดทำและตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- Chula UNISEARCH ด้านการศึกษาโครงการ
- กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา Big 4 ด้านการเงิน
- Team Consulting ด้านวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน
- Colliers ด้านกลยุทธ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ค่าโดยสารเริ่ม 10 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 17 บาท
โครงสร้างค่าโดยสารถูกออกแบบให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
- กำหนดค่าแรกเข้า 10 บาท
- คิดค่าเดินทางเพิ่มกิโลเมตรละ 1 บาท
คาดว่าค่าโดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 17 บาท
โดยแนวทางนี้แตกต่างจากระบบขนส่งในกรุงเทพฯ ที่มีค่าแรกเข้าส่วนใหญ่อยู่ที่ 20 – 30 บาท ซึ่งอาจกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย
ส่วน LRT ขอนแก่น ตั้งเป้าให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบขนส่งคุณภาพสูงได้ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมมีแนวคิดจัดทำตั๋วร่วมแบบเหมาจ่าย 30 บาทต่อวัน เดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยว ครอบคลุมทั้ง
- LRT
- รถโดยสารประจำทาง
- รถสองแถว
เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

เตรียมแผน Feeder ฟรี ทดลอง 3 เดือน
สำหรับระบบขนส่งเชื่อมต่อ หรือ Feeder มีแนวคิดผลักดันให้รถสองแถวและรถโดยสารให้บริการฟรี โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในพื้นที่ เช่น โรงแรมและร้านอาหาร แทนการเก็บค่าโดยสารจากผู้ใช้บริการ
โครงการยังมีแนวคิดจัดเวทีสาธารณะขนาดใหญ่ เพื่อพูดคุยและสร้างความเข้าใจกับประชาชนและทุกภาคส่วน รวมถึงเตรียมความพร้อมให้เมืองก้าวสู่การใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกคือ ทดลองเปิดให้บริการรถ Feeder ฟรี หรือคิดค่าโดยสารในอัตราต่ำ เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อเก็บข้อมูลว่าประชาชนในขอนแก่นพร้อมลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากน้อยแค่ไหน
ซึ่งข้อมูลจากการทดลองจะถูกนำไปใช้ประกอบการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินและผู้ให้กู้ ว่าระบบขนส่งมีโอกาสได้รับการตอบรับจากประชาชนเมื่อเปิดใช้งานจริง
ทั้งนี้ แผนต่อไปของโครงการ คือการเร่งปรับปรุงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ภายใน 12 เดือนหลังจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านวิศวกรรมระบบราง พร้อมสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ให้เป็นฉบับล่าสุด ก่อนเข้าสู่กระบวนการระดมทุนอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อมูลจาก : khonkaenlink.info
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com










