ตลาดรถไฟฟ้ากำลังมีการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อค่ายรถระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda ต้องปรับเกม ยุติแผนรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน รวมถึงโปรเจกต์ที่พัฒนาร่วมกับ Sony หลังประเมินแล้วว่าทั้งต้นทุนและทิศทางตลาดไม่เอื้อต่อการลงทุน แต่สิ่งที่สะเทือนวงการยานยนต์คือ หลังจากที่ ซีอีโอ Honda ได้บินไปดูงานด้วยตัวเองที่ประเทศจีน และได้เห็นทั้งความเร็วในการพัฒนา เทคโนโลยีการผลิต และโครงสร้างต้นทุนของค่ายรถจีน ถึงกับต้องยอมรับว่า ไม่มีทางสู้ ได้เลย เตรียมรับมือด้วยการปรับแผนใหม่ หันมาโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองถนัดแทน
พับแผน EV ยอมขาดทุนก้อนใหญ่
Honda ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เพิ่งมีการตัดสินใจครั้งสำคัญ ยกเลิกแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นหลักของค่ายถึง 2 รุ่น ได้แก่ รถในตระกูล 0 Series ทั้ง SUV และ Sedan รวมถึงโปรเจกต์การนำรถสปอร์ตในตำนานอย่าง Acura RSX กลับมาพัฒนาใหม่ การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ Honda ต้องรับภาระขาดทุนสูงถึง 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.1 แสนล้านบาท
และอีกประเด็นที่อาจสร้างผลกระทบต่อกำไรของค่ายคือ รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Afeela ทั้ง 2 รุ่น ที่ได้พัฒนาร่วมกับ Sony ก็มีแนวโน้ม อาจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำตลาดจริง
ซึ่งทั้งหมดนี้บอกได้ว่า ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเจอความท้าทายอย่างหนัก ในการทำให้ธุรกิจ EV ให้มีกำไรได้จริง
ตลาดจีน ตัวแปรของความเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันปัญหาของ Honda อาจไม่ได้อยู่แค่แผนพัฒนา EV แต่ยังรวมไปถึงการแข่งขันในตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก
โดยยอดขายของแบรนด์ในตลาดนี้เริ่มมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง
- จากที่ขายได้สูงสุด 1.62 ล้านคันในปี 2020 เหลือประมาณ 640,000 คันในปี 2025
- มีแนวโน้มว่าในปี 2026 อาจต่ำกว่า 600,000 คัน
นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือกำลังการผลิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
โดยโรงงานในประเทศจีน มีกำลังการผลิตประมาณ 50% ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะโดยทั่วไปจะมีการรักษาอัตราการผลิตเพื่อให้คุ้มทุนไว้ที่ประมาณ 70-80%
สถานการณ์นี้ยิ่งกดดันให้ Honda สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว
ดูงานเองถึงประเทศจีน
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Toshihiro Mibe ซีอีโอของ Honda ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังจากมีการตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานของซัปพลายเออร์และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง ถึงเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
หลังจากที่มีการเยี่ยมชม ซีอีโอของ Honda ได้มีการให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia พร้อมประโยคที่ชัดเจนว่า
“We have no chance against this” ซึ่งเหมือนเป็นการยอมรับว่า เราไม่มีทางสู้ได้เลย
โดยสาเหตุหลักมาจาก
- ความเร็วพัฒนา เร็วกว่า 2 เท่า
ก่อนหน้านี้การพัฒนารถใหม่ 1 รุ่น ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี แต่สำหรับค่ายรถยนต์ของประเทศจีนสามารถทำได้ภายใน 18-24 เดือน ซึ่งเร็วกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่สะท้อนศักยภาพด้านการผลิต แต่ยังบอกได้ว่าค่ายรถของจีนสามารถเพิ่มตัวเลือกในตลาดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมและรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Honda ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและยังไม่ทันพร้อมเปิดตัว
- โรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย Automation เต็มระบบ
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความน่าสนใจสำหรับซีอีโอของ Honda คือความซับซ้อนของระบบอัตโนมัติ ในกระบวนการผลิตของจีน เพราะตั้งแต่การจัดซื้อชิ้นส่วน ไปจนถึงโลจิสติกส์การขนส่ง แทบไม่มีมนุษย์อยู่ในสายการผลิตเลย แต่จะใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์แทน เกือบ 100%
ซึ่งประสิทธิภาพของการทำงานที่ทั้งรวดเร็วและแม่นยำ จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน และทำให้ Honda ยอมรับว่าไม่สามารถทำราคาแข่งกับรถจีนในสเปกที่เท่ากันได้
Honda ปรับเกม กลับไปโฟกัสจุดแข็งตัวเอง
หลังจากที่ ซีอีโอของบริษัท ได้มาดูงานถึงประเทศจีน จึงได้มีการตัดสินใจปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่
- ยกเลิกโปรเจกต์ EV บางรุ่น เช่น 0 Series ในตลาดอเมริกาและในบางตลาด
- ปรับโครงสร้าง R&D ลดขั้นตอนแบบเดิม ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
- โฟกัสสิ่งที่ตัวเองถนัด เน้นพัฒนา Engineering & Driving Experience
โดย Honda มองว่าฟีลลิ่งการขับขี่ ยังเป็นจุดแข็งที่แบรนด์ญี่ปุ่น ทำได้ดีกว่าค่ายรถจากจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังให้ความสำคัญอยู่
ข้อมูลจาก : finance.yahoo.com, car250.com, longtunman.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ได้ที่ : car2day.com













