NISSAN เปิดทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบความเหนือกว่ากับ 3 รุ่นพิเศษ และ 1 ออปชันใหม่จับ NISSAN ELGRAND มาแต่งหรูพิเศษถึง 3 รุ่นจาก NMC

เริ่มที่ Nissan ELGRAND AUTECH เอ็มพีวีหรูแต่งพิเศษหวังท้าชนกับ Toyota ALPHARD/VELLFIRE เป็นรุ่นเรือธงของ AUTECH สะท้อนแนวคิด “พรีเมียมสปอร์ต” ทั้งภายนอกและภายใน
ด้วยชุดแต่ง AUTECH ตั้งแต่ กระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายแบบคุมิโกะ (Kumiko) ของญี่ปุ่น ลายจุดสีเงิน สื่อถึงผิวน้ำทะเลที่ระยิบระยับ และชิ้นส่วนตกแต่งสีเมทัลลิคบริเวณด้านล่างตัวถังที่ออกแบบโดยใช้ลวดลายคลื่นทะเลสีขาวริมชายฝั่ง ยังมีไฟ LED อันเป็นเอกลักษณ์ติดตั้งอยู่ที่กันชนหน้า
ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ออกแบบโดยใช้ตัวอักษร “A” ของ AUTECH เป็นลวดลายหลัก ซึ่งสื่อถึงแสงแดดที่ส่องลงสู่ทะเล พร้อมยาง 235/60R18
ชุดสเกิร์ตหน้ารอบกันชนพร้อมสเกิร์ตหลังตกแต่งด้วยสีเงินเมทัลลิค ทำให้ดูโฉบเฉี่ยว กระจกมองข้างสีเงินเมทัลลิคพร้อมไฟเลี้ยว LED คิ้วชายล่างสีเดียวกับตัวรถใหม่ขลิบสีเงิน ชุดไฟเสริม LED สีฟ้าติดที่กันชนหน้า สัญลักษณ์ AUTECH ในกระจังหน้า ฝาท้าย

ภายในตกแต่งด้วยสีดำเป็นหลัก ตัดกับสีน้ำเงินทั่วทั้งคัน เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง NAPPA ระดับพรีเมียมที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ เบาะนั่งและแผงประตูยังมีการเย็บลวดลายพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นบนผิวน้ำ และชิ้นส่วนตกแต่งต่างๆ เป็นสีโครเมียมเข้ม
Nissan ELGRAND VIP

เจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรซื้อเป็นล็อตๆหรือ FLEET เน้นเป็นรถผู้บริหารพร้อมคนขับโดดเด่นด้วยกระจังหน้าสีเทาเมทัลลิกเข้ม ล้อขนาด 18 นิ้วสุดพิเศษ และตราสัญลักษณ์ VIP สุดพิเศษ รวมถึงบันไดขึ้นลงอัตโนมัติพร้อมการตกแต่งและฟังก์ชันไฟส่องสว่างพิเศษ

ภายในตกแต่งด้วยสีดำเป็นหลัก พร้อมเบาะหนัง NAPPA ระดับพรีเมียมที่เหมาะสมกับชื่อ VIP และมาพร้อมจอภาพสำหรับผู้โดยสารด้านหลังขนาด 15.6 นิ้ว และไฟอ่านหนังสือเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
Nissan ELGRAND AUTECH LINE

โดดเด่น ด้วยกระจังหน้าสีเทาเมทัลลิกเข้ม กันชนหน้าแบบพิเศษ ล้ออัลลอย และกระจกมองข้างสีเงินเมทัลลิก คล้ายรุ่น AUTECH แต่ตัดขลิบสีเงินข้างล่างประตูสไลด์ ด้านเบาะนั่งเปลี่ยนจากหนัง NAPPA มาเป็น หุ้มด้วยผ้าสีดำและออกแบบให้กระชับพอดีตัว ให้ความรู้สึกสบายและโอบกระชับ
รุ่นติดตั้งบันไดข้าง

บันไดข้างสไลด์ไฟฟ้าโดยบันไดจะกางออกอัตโนมัติเมื่อเปิดประตู และ พับเก็บเมื่อปิดประตู ยังมาพร้อมระบบไฟส่องสว่างที่ส่องไม่เพียงแต่พื้นบันไดเท่านั้น แต่ยังส่องถึงพื้นถนนด้านล่างบันไดด้วย ทำให้ขึ้นลงได้อย่างปลอดภัยแม้ในที่มืด ขณะที่แสงสว่างจ้าจากไฟ LED ยังช่วยสร้างรูปลักษณ์ที่ดูมีสไตล์อีกด้วย

หรูด้วยตราชื่อ ELGRAND บนขอบฝากระโปรงหน้า ถัดลงมาเป็นกระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายแบบคุมิโกะ (Kumiko) ของญี่ปุ่น ผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของชุดไฟหน้า LED ส่วนบนจะเป็นแถบไฟ DRL แบบ LED เส้นสีขาวแนวนอนคาดยาวพร้อมไฟหน้า LED เป็นลายเกล็ดที่ให้ความสว่างชัดมากขึ้นด้านล่างเป็นช่องระบายอากาศสีดำในชุดกันชนหน้าทรงสปอร์ตชิ้นเดียวกับกระจังหน้า พร้อมไฟตัดหมอกหน้า LED
ด้านข้างมาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบคู่ หลังคารถรูปทรงเป็นหนึ่งเดียว คิ้วขอบกระจกแนวโครเมียมตกแต่งสีตามตัวรถ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวทรงสปูน ที่เปิดประตูดึงก้าน พร้อมประตูสไลด์ 2 ฝั่ง เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
คิ้วชายล่างกลมกลืนด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED แนวยาวพาดฝาท้ายบ่งบอกถึงความสง่างามลักชัวรีพร้อมสปอยเลอร์หลังทั้งชิ้นกลมกลืนกับฝาท้ายอย่างลงตัวและเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ภายใต้รหัส E53 โดยมีมิติดังนี้
- ความยาวตั้งแต่ 4,995 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,895 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,970-1,975 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 3,165 มิลลิเมตร
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 165 มิลลิเมตร
- น้ำหนักรถ 2,430-2,510 กิโลกรัม
- ความจุถังน้ำมัน 67 ลิตร

ภายในห้องโดยสารมอบบรรยากาศระดับพรีเมียมแบบเลานจ์ 7 ที่นั่ง ผู้โดยสารแถว 2 จะได้ดื่มด่ำกับความสบายของเบาะ Captain Seat แบบ Zero Gravity พร้อมการตกแต่งด้วยหนังสังเคราะห์ ลายไม้โรสวูด
พร้อมลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุมิโกะบนแผงประตูและเบาะนั่ง ยกระดับประสบการณ์การเดินทางไปอีกขั้นด้วยการตกแต่งสีม่วงและสีน้ำเงิน สะท้อนถึงความสง่างามอันมีชีวิตชีวาในสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น

เสริมความสมบูรณ์แบบด้วยจอแสดงผลคู่ขนาดใหญ่ 14.3 นิ้ว รุ่นแรกในเซกเมนต์ ที่ผสานข้อมูลผู้ขับขี่ และระบบอินโฟเทนเมนต์เข้าด้วยกัน พร้อมจอคู่หลังพนักพิงศีรษะด้านหน้าขนาด 12.8 นิ้ว นอกจากนี้ยังเสริมความหรูหราด้วยระบบเสียงระดับพรีเมียมจาก Bose® พร้อมลำโพง 22 ตัว ให้คุณเพลิดเพลินกับเสียงเซอร์ราวด์ 3 มิติอันสมจริง
ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร Ambient Light ที่ปรับได้ถึง 64 สี ส่องสว่างอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แผงหน้าปัดไปจนถึงประตู มอบความรู้สึกโอบล้อมผู้โดยสาร
มีที่ชาร์จมือถือไร้สาย เครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิ climate control พร้อมช่องแอร์ด้านหลัง เบรกมือไฟฟ้ากับ auto-hold ช่องเสียบ USB Type-C

ขุมพลังใหม่ e-Power เจเนอเรชันที่ 3 จากขนาด 1.5 ลิตร เบนซินเทอร์โบรหัส ZR15DDTe VC-Turbo 3 สูบ สำหรับปั่นไฟให้กำลัง 140 แรงม้าที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 228 นิวตันเมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที
พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหน้า YM52 ให้กำลัง 205 แรงม้า 4,400-8,500 รอบต่อนาที แรงบิด 330 นิวตันเมตรที่ 0-4,300 รอบต่อนาที และมอเตอร์ล้อหลัง MM45 ให้กำลัง 136 แรงม้า 5,00-19,000 รอบต่อนาที แรงบิด 195 นิวตันเมตรที่ 0-3,000 รอบต่อนาที
กับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนโดย Nissan เคลมว่าเมื่อทำงานร่วมกันจะให้แรงบิดสูงสุดมากกว่า 500 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ล้อหลัง และให้กำลังวังชาเหนือกว่าเครื่องยนต์เดิม 3.5 ลิตร V6 และสามารถเติมเบนซินธรรมดาได้นอกจากพรีเมียมประหยัดน้ำมัน 16.8 กิโลเมตรต่อลิตร (WLTC)
มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า e-4ORCE ปรับปรุงใหม่ล่าสุด ซึ่งออกแบบมาเพื่อมอบการควบคุม และให้เสถียรภาพในการขับขี่ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังช่วยลดการส่ายของรถขณะเร่ง และลดความเร็ว มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล และสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสาร รวมถึงลดโอกาสการเกิดอาการเมารถของผู้โดยสาร พร้อมการขับขี่ 6 โหมด
เทคโนโลยี e-Power เจนใหม่นี้ มาแบบ 5-in-1 เป็นส่วนประกอบหลัก 5 อย่างที่พัฒนาขึ้นใหม่ ได้แก่ มอเตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเจเนเรเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ตัวลดรอบ และระบบเกียร์ ไว้ในตัวเครื่องขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา
โดยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรพัฒนาใหม่ด้วยการใช้แนวคิดการเผาไหม้ STARC ทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพของการเผาไหม้ภายในกระบอกสูบและประสิทธิภาพความร้อนได้ถึง 42%

เครื่องทำงานได้เงียบและมีประสิทธิภาพแม้ที่ความเร็วต่ำ ยังใช้เทอร์โบลูกใหม่ขนาดใหญ่และอัตราส่วนการลดรอบสุดท้ายเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด สามารถลดความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่ความเร็วสูงได้ประมาณ 200 รอบต่อนาที
มอบประสบการณ์ที่สนุกสนาน และเร้าใจยิ่งขึ้น ระบบช่วงล่างอัจฉริยะแบบไดนามิก หรือ Intelligent Dynamic Suspension (IDS) สามารถช่วยลดการโคลงของตัวถัง และรักษาตำแหน่งการทรงตัวให้คงที่ เสริมให้การขับขี่นุ่มนวล

มาพร้อมกับระบบ ProPILOT รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รองรับการควบคุมรถโดยไม่ต้องใช้มือเมื่อความเร็วต่ำกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีระบบ ProPILOT 2.0 ที่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่บนทางหลวงแบบแฮนด์ฟรี และระบบช่วยเปลี่ยนช่องจราจร ช่วยให้การเดินทางระยะไกลสะดวกสบาย และเพลิดเพลินยิ่งขึ้น
มี ProPilot Park ช่วยถอยจอดรถอัตโนมัติโดยใช้ปุ่มเดียว ช่วยนำรถออกจากช่องจอดอัตโนมัติ กระจกมองหลังแบบดิจิตอล แสดงภาพสดจากกล้องความละเอียดสูงด้านท้ายรถมาที่หน้าจอกระจกมองหลังโดยตรงและตัดแสงอัตโนมัติในตัว
Nissan ELGRAND แต่งพิเศษจาก AUTECH เปิดราคาขายอย่างเป็นทางการที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ 7,146,700-8,698,800 YEN หรือราว 1,484,000-1,804,000 บาท เป็นราคาไม่รวมภาษีนำเข้าของไทย แต่ถ้านำเข้ามาขายในไทยมาในราคารวมภาษีนำเข้าจะอยู่ที่ 2,784,000-3,384,000 บาท ขายทั้งรุ่น AUTECH, AUTECH LINE, VIP และ STEPTYPE
ที่มา Carwatch
ติดตามข่าวสารยานยนต์ : car2day.com
Page Facebook : Car2Day
Youtube : youtube.com/@Car2day










