More

    ยอดขายรถยนต์ 2568 มาเจ๋ง 621,166 คัน โตขึ้น 8.5% คาดปีนี้ 6.3 แสน

    จบปีงูกับตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 เกินเป้าอยู่ที่ 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 แม้มีหลายปัจจัยส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาด

    Car Sales Report

    มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการฟื้นตัวยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    ในส่วนตลาดรถยนต์นั่งที่เติบโตขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตอบรับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐโดยเฉพาะช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังคงเผชิญความท้าทายเนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับความเข้มงวดของเงื่อนไขสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจซื้อและการฟื้นตัวของตลาดในกลุ่มดังกล่าว

    จากปัจจัยต่างๆดังกล่าวได้สะท้อนมายังตลาดรถยนต์ในประเทศโดยมีตัวเลขยอดขายรวมในปี 2568 อยู่ที่ 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 ประกอบด้วย

    • รถยนต์นั่ง 239,236 คัน เพิ่มขึ้น 6.7%
    • รถเพื่อการพาณิชย์ 381,930 คัน เพิ่มขึ้น 9.6%
    • รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง PPV) 187,733 คัน  ลดลง 6.2%
    • รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง PPV) 143,817 คัน ลดลง 12.0%
    • รถกระบะดัดแปลง PPV 43,916 คัน เพิ่มขึ้น 19.2%

    แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569

    คาดว่าจะยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว โดยยังคงต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อปริมาณการขายและการส่งออกรถยนต์ ตลอดจนการที่ทางสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และทิศทางของนโยบายอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง

    อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายังพอมีแรงหนุนด้านอุปสงค์จากกิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุน นโยบายของภาครัฐที่จะสนับสนุนการใช้จ่ายให้เร่งตัวขึ้น การขยายตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายในประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ตลอดจนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับกลยุทธการส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 630,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แบ่งเป็น

    • รถยนต์นั่ง 224,500 คัน ลดลง 6.2%
    • รถเพื่อการพาณิชย์ 405,500 คัน เพิ่มขึ้น 6.2%

    สถิติการจำหน่ายรถยนต์ ตลอดปี 2568

    Toyota

    1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.5%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า      230,038 คัน   เพิ่มขึ้น 4.4%  ส่วนแบ่งตลาด 37.0%

    อันดับที่ 2 ฮอนด้า         73,942 คัน   ลดลง 3.4%    ส่วนแบ่งตลาด 11.9%

    อันดับที่ 3 อีซูซุ            73,465 คัน   ลดลง 14.2%  ส่วนแบ่งตลาด 11.8%

    อันดับที่ 4 บีวายดี          39,856 คัน   เพิ่มขึ้น 47.5% ส่วนแบ่งตลาด  6.4%

    อันดับที่ 5 เอ็มจี            27,007 คัน   เพิ่มขึ้น 56.7% ส่วนแบ่งตลาด  4.3%

    Honda

    2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 239,236 คัน เพิ่มขึ้น 6.7%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า       82,258 คัน  เพิ่มขึ้น 22.9% ส่วนแบ่งตลาด 34.4%

    อันดับที่ 2 ฮอนด้า        42,292 คัน   ลดลง 9.2%   ส่วนแบ่งตลาด 17.7%

    อันดับที่ 3 บีวายดี         18,620 คัน   ลดลง 2.8%   ส่วนแบ่งตลาด 7.8%

    อันดับที่ 4 เอ็มจี           12,739 คัน   ลดลง 33.1% ส่วนแบ่งตลาด 5.7%

    อันดับที่ 5 มิตซูบิชิ        10,137 คัน   ลดลง 44.1% ส่วนแบ่งตลาด 4.2%

    BYD

    3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 381,930 คัน เพิ่มขึ้น 9.6%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า       147,780 คัน  ลดลง 3.7%   ส่วนแบ่งตลาด 38.7%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ            73,465 คัน  ลดลง 14.2%  ส่วนแบ่งตลาด 19.2%

    อันดับที่ 3 ฮอนด้า          31,650 คัน  เพิ่มขึ้น 5.6%  ส่วนแบ่งตลาด 8.3%

    อันดับที่ 4 บีวายดี          21,236 คัน  เพิ่มขึ้น 170.1% ส่วนแบ่งตลาด 5.6%

    อันดับที่ 5 ฟอร์ด           18,270 คัน  ลดลง 12.4%  ส่วนแบ่งตลาด   4.8%

    ISUZU

    4.ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน  (Pure Pick up และ PPV) ปริมาณการขาย 187,733 คัน ลดลง 6.2%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า  84,754 คัน  ลดลง 6.9%  ส่วนแบ่งตลาด 45.1%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ      63,291 คัน  ลดลง 15.2%  ส่วนแบ่งตลาด 33.7%

    อันดับที่ 3 ฟอร์ด     18,270 คัน  ลดลง 12.4%  ส่วนแบ่งตลาด 9.7%

    อันดับที่ 4 มิตซูบิชิ    9,696 คัน   เพิ่มขึ้น 6.1%  ส่วนแบ่งตลาด 5.2%

    อันดับที่ 5 จีดับเบิลยูเอ็ม 8,392 คัน เพิ่มขึ้น 39,861.9%  ส่วนแบ่งตลาด 4.5%

    Toyota

    5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 143,817 คัน ลดลง 12.0%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า      70,098 คัน   ลดลง 10.1%   ส่วนแบ่งตลาด 48.7%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ          51,410 คัน   ลดลง 16.5%  ส่วนแบ่งตลาด 35.7%

    อันดับที่ 3 ฟอร์ด         11,163 คัน   ลดลง 12.6%  ส่วนแบ่งตลาด 7.8%

    อันดับที่ 4 มิตซูบิชิ         8,030 คัน   เพิ่มขึ้น 16.4% ส่วนแบ่งตลาด 5.6%

    อันดับที่ 5 นิสสัน           1,620 คัน   ลดลง 34.6%  ส่วนแบ่งตลาด 1.1%

    Toyota

    *ปริมาณการขายรถปิกอัพดัดแปลง PPV ปริมาณการขาย 43,916 คัน เพิ่มขึ้น 19.2%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า      14,656 คัน   เพิ่มขึ้น 12.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.4%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ          11,881 คัน   ลดลง 8.7%   ส่วนแบ่งตลาด 27.1%

    อันดับที่ 3 จีดับเบิลยูเอ็ม  8,311 คัน    ส่วนแบ่งตลาด 18.9%

    อันดับที่ 4 ฟอร์ด           7,107 คัน    ลดลง 12.2%   ส่วนแบ่งตลาด 16.2%

    อันดับที่ 5 มิตซูบิชิ         1,666 คัน    ลดลง 25.5%  ส่วนแบ่งตลาด 3.8%

    ตลาดรถบรรทุก 5-10 ตันขึ้นไป ปริมาณการขาย 15,305 คัน ลดลง 4.7%

    อันดับที่ 1 อีซูซุ          10,174 คัน   ลดลง 7.4%   ส่วนแบ่งตลาด 98.7%

    อันดับที่ 2 ฮีโน่            4,317 คัน   ลดลง 5.1%   ส่วนแบ่งตลาด 1.1%

    อันดับที่ 3 โฟตอน          814 คัน    เพิ่มขึ้น 52.7% ส่วนแบ่งตลาด 0.2%

     

    ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนธันวาคม 2568

    Toyota

    1.ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 75,121 คัน เพิ่มขึ้น 39.1%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า      24,585 คัน  เพิ่มขึ้น 17.8%  ส่วนแบ่งตลาด 32.7%

    อันดับที่ 2 ฮอนด้า        10,936 คัน  เพิ่มขึ้น 18.2%  ส่วนแบ่งตลาด 14.6%

    อันดับที่ 3 อีซูซุ            8,294 คัน   เพิ่มขึ้น 1.7%   ส่วนแบ่งตลาด 11.0%

    อันดับที่ 4 เอ็มจี            4,503 คัน   เพิ่มขึ้น 159.2% ส่วนแบ่งตลาด 6.0%

    อันดับที่ 5 ฉางอาน          3,699 คัน  เพิ่มขึ้น 228.2% ส่วนแบ่งตลาด 4.9%

    Honda

    2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 26,667 คัน เพิ่มขึัน 28.7%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า     8,980 คัน  เพิ่มขึ้น 26.0%    ส่วนแบ่งตลาด 33.7%

    อันดับที่ 2 ฮอนด้า       5,971 คัน  เพิ่มขึ้น 10.0%    ส่วนแบ่งตลาด 22.4%

    อันดับที่ 3 เอ็มจี         2,584 คัน  เพิ่มขึ้น 108.6%   ส่วนแบ่งตลาด 9.7%

    อันดับที่ 4 จีดับเบิลยูเอ็ม 1,587 คัน เพิ่มขึ้น 227.9%  ส่วนแบ่งตลาด 6.0%

    อันดับที่ 5 บีวายดี        1,500 คัน เพิ่มขึ้น 24.2%   ส่วนแบ่งตลาด 5.6%

    ISUZU

    3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 48,454 คัน เพิ่มขึ้น 45.6%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า      15,605 คัน  เพิ่มขึ้น 13.6% ส่วนแบ่งตลาด 32.2%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ             8,294 คัน เพิ่มขึ้น 1.7%  ส่วนแบ่งตลาด 17.1%

    อันดับที่ 3 ฮอนด้า           4,965 คัน เพิ่มขึ้น 29.8% ส่วนแบ่งตลาด 10.2%

    อันดับที่ 4 ฉางอาน           3,323 คัน เพิ่มขึ้น 314.3% ส่วนแบ่งตลาด 6.9%

    อันดับที่ 5 เอ็มจี               1,919 คัน เพิ่มขึ้น 285.3% ส่วนแบ่งตลาด 4.0%

    Ford

    4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ PPV*) ปริมาณการขาย 20,425 คัน เพิ่มขึ้น 8.0%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า      9,213 คัน  เพิ่มขึ้น 14.3%  ส่วนแบ่งตลาด 45.1%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ          7,304 คัน   ลดลง 0.3%    ส่วนแบ่งตลาด 35.8%

    อันดับที่ 3 ฟอร์ด         1,729 คัน   ลดลง 6.1%    ส่วนแบ่งตลาด 8.5%

    อันดับที่ 4 จีดับเบิลยูเอ็ม 1,320 คัน  เพิ่มขึ้น 6,847.4% ส่วนแบ่งตลาด 6.5%

    อันดับที่ 5 มิตซูบิชิ           644 คัน  ลดลง 45.6%   ส่วนแบ่งตลาด 3.2%

    Mitsubishi

    5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 14,965 คัน เพิ่มขึ้น 3.9%

    อันดับที่ 1 โตโยต้า        7,596 คัน  เพิ่มขึ้น 16.4%  ส่วนแบ่งตลาด 50.8%

    อันดับที่ 2 อีซูซุ            5,679 คัน  เพิ่มขึ้น 4.5%    ส่วนแบ่งตลาด 37.9%

    อันดับที่ 3 ฟอร์ด           1,042 คัน  เพิ่มขึ้น 0.5%    ส่วนแบ่งตลาด 7.0%

    อันดับที่ 4 มิตซูบิชิ           429 คัน   ลดลง 56.4%   ส่วนแบ่งตลาด 2.9%

    อันดับที่ 5 นิสสัน              162 คัน   ลดลง 26.7%    ส่วนแบ่งตลาด 1.1%

    GWM

    *ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (PPV) ปริมาณการขาย 5,460 คัน เพิ่มขึ้น 21.5%

    อันดับที่ 1 อีซูซุ          1,625 คัน   ลดลง 14.2%  ส่วนแบ่งตลาด 29.8%

    อันดับที่ 2 โตโยต้า      1,617 คัน   เพิ่มขึ้น 5.1%  ส่วนแบ่งตลาด 29.6%

    อันดับที่ 3 จีดับเบิลยูเอ็ม 1,316 คัน  ส่วนแบ่งตลาด 24.1%

    อันดับที่ 4 ฟอร์ด             687 คัน  ลดลง 14.7%  ส่วนแบ่งตลาด 12.6%

    อันดับที่ 5 มิตซูบิชิ           215 คัน  เพิ่มขึ้น 8.0%  ส่วนแบ่งตลาด 3.9%

    ตลาดรถบรรทุก 5-10 ตัน ปริมาณการขาย 1,556 คัน เพิ่มขึ้น 21.3%

    อันดับที่ 1 อีซูซุ          990 คัน   เพิ่มขึ้น 20.0%   ส่วนแบ่งตลาด 98.8%

    อันดับที่ 2 ฮีโน่           429 คัน   เพิ่มขึ้น 2.1%    ส่วนแบ่งตลาด 0.9%

    อันดับที่ 3 โฟตอน        137 คัน   เพิ่มขึ้น 270.1% ส่วนแบ่งตลาด 0.3%

    สอท.

    ทางด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์  ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับยอดขายตลอดปี 2568 ว่ามียอดขายมียอดขาย 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 8.5 แยกเป็น

    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 404,845 คันเท่ากับร้อยละ 65.18 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 18.39
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 128,893 คัน เท่ากับร้อยละ 75 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 16.87
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 120,301 คัน เท่ากับร้อยละ 37 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 80.27
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 8,621 คัน เท่ากับร้อยละ 39 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 260.56
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 971 คัน เท่ากับร้อยละ 16 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 146,059 คัน เท่ากับร้อยละ 51 ของยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24

    ISUZU

    – รถกระบะมีจำนวน 143,072 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 12.41 แยกเป็น

    • รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 726 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย
    • รถกระบะ REEV มีจำนวน 19 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย
    • รถ PPV มีจำนวน 43,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 19.20
    • รถบรรทุก 5 – 10 ตัน มีจำนวน 15,305 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 4.62
    • รถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 13,283 คัน ลดลงจากเดือนช่วงกันในปีที่แล้ว 8.29

    MG

    ทางด้านเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ร้อยละ 47.17 และเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 39.07 เป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือน สอดคล้องกับยอดจองรถยนต์ 75,246 คันในงานมหกรรมยานยนต์เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 รถยนต์นั่งจึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.4 และรถยนต์ SUV เพิ่มขึ้นร้อยละ 106.3 รถ PPV ยังคงขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5 เพราะปีนี้มีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้นมา

    Ford

    แต่รถกระบะยังคงมียอดขายทรงตัวที่ระดับต่ำที่ 14,965 คัน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.9 จากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงต่ำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคงลดลงร้อยละ 4.24 การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 55,49 แสดงถึงการจ้างงานยังคงชะลอตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ

    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 51,962 คัน เท่ากับร้อยละ 69.17 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 60.85
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 11,656 คัน เท่ากับร้อยละ 52 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 18.91
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 19,748 คัน เท่ากับร้อยละ 29 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 273.38
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 601 คัน เท่ากับร้อยละ 80 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 109.41
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 250 คัน เท่ากับร้อยละ 33 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
    • รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 19,707 คัน เท่ากับร้อยละ 23 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 59.51

    – รถกระบะมีจำนวน 14,883 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 3.28

    • รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 80 คันในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย
    • รถกระบะ REEV มีจำนวน 2 คัน ในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย
    • รถ PPV มีจำนวน 5,460 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 21.50
    • รถบรรทุก 5 – 10 ตัน มีจำนวน 1,556 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 21.28
    • รถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 1,178 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 22.70

     

    ABOUT THE AUTHOR

    Latest Posts