โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ Toyota ปี 2568 มียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 230,038 คัน เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

โดยยังคงความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 37.0% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด
และสามารถครองความเป็นอันดับ 1 ได้ทั้ง 7 ตลาดหลัก โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่ง โตโยต้ายังคงสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 34.4% จากความนิยมของรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ (ECO Car) ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 48.7% และในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) ของโตโยต้าที่ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 47.4% จากตลาดรถเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งหมด

ในขณะที่สัดส่วนยอดขายของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 38.7% จากความนิยมของรถกระบะไฮลักซ์ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมทุกรูปแบบ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค
ตลอดจนความสำเร็จของ Toyota Hilux TRAVO ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของไฮลักซ์ในตลาดรถกระบะสูงที่สุด 48.7% (ตั้งแต่เปิดตัวโครงการ IMV) และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์เพื่อการพานิชย์ของไทยในปีนี้
นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่หลากหลายของโตโยต้า รวมถึงการมีเครือข่ายงานบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งผู้แทนจำหน่ายกว่า 153 ราย และศูนย์บริการกว่า 451 แห่ง ทำให้ลูกค้าอุ่นใจและไว้วางใจที่จะใช้รถโตโยต้า และมีส่วนทำให้โตโยต้าสามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
โดยยอดขายรถยนต์ของ Toyota อยู่ที่ 230,038 คัน เพิ่มขึ้น 4.4% ส่วนแบ่งการตลาด 37.0% ประกอบด้วย
- รถยนต์นั่ง 82,258 คัน เพิ่มขึ้น 4.4% ส่วนแบ่งการตลาด 37.0%
- รถเพื่อการพาณิชย์ 147,780 คัน ลดลง 3.7% ส่วนแบ่งการตลาด 38.7%
- รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถPPV) 84,754 คัน ลดลง 6.9% ส่วนแบ่งการตลาด 45.1%
- รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถ PPV) 70,098 คัน ลดลง 10.1% ส่วนแบ่งการตลาด 48.7%

สำหรับ Toyota ตั้งเป้ายอดขายตลอดปี 2569 อยู่ที่ 243,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 6.0% โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 38.6% ประกอบด้วย
- รถยนต์นั่ง 80,550 คัน ลดลง 2.0% ส่วนแบ่งการตลาด 35.9%
- รถเพื่อการพาณิชย์ 162,450 คัน เพิ่มขึ้น 10.0% ส่วนแบ่งการตลาด 40.1%
- รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถPPV) 99,800 คัน เพิ่มขึ้น 18.0% ส่วนแบ่งการตลาด 48.3%
- รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถ PPV) 81,800 คัน เพิ่มขึ้น 17.0% ส่วนแบ่งการตลาด 51.4%

ปริมาณการส่งออกรถยนต์และการผลิตของ โตโยต้า ในปี 2568 ได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปจำนวน 358,135 คัน เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2567 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 564,933 คัน หรือเพิ่มขึ้น 5 % จากปี 2567
สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปี 2569 คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับภาวะทรงตัวสอดคล้องกับสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจโลก หากแต่ยังพอมีสัญญานบวกจากแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศคู่ค้าในโซนเอเชียและตะวันออกกลาง
ส่งผลให้โตโยต้าตั้งเป้าปริมาณการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 425,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และได้ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของปี 2569 อยู่ที่ราว 633,850 คัน หรือเพิ่มขึ้น 12% จากปีที่ผ่านมา
การดำเนินงานในด้านอื่นๆของโตโยต้าในประเทศไทย

โตโยต้ายึดมั่นในแนวคิด “Best in Town” โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายตลอดวงจรชีวิตการใช้งานยานพาหนะและบริการ ทำให้รถยนต์โตโยต้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตลูกค้าในระยะยาว
พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ตลอดจนพัฒนาการบริการทั้งในด้านการขาย การดูแลหลังการขาย และการซ่อมบำรุง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ
แคมเปญ “Trusted by Toyota” เป็นแคมเปญที่เปิดตัวโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์โตโยต้าในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับการให้บริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ การบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้าผ่านความใส่ใจในทุกมิติ
– การยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และการมอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านผลิตภัณฑ์และการบริการแก่ลูกค้าคนไทย

– การนำเสนอสินค้าและนวัตกรรมด้านยานยนต์ที่เหมาะสมต่อความต้องการของคนไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เสนอทางเลือกที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้นำในรถยนต์พลังงานไฮบริด (HEV) ของประเทศไทย หรือการเดินหน้าส่งเสริมนโยบายพลังงานสะอาด โดยการเปิดตัวรถ EV ใหม่ในประเทศไทย เช่น Toyota bZ4X และ Hilux TRAVO-e ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100%
เจาะกลุ่มตลาดผู้ที่มองหาเทคโนโลยีอนาคต ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังคงยึดมั่นในแนวทาง Multi-Pathway ที่มุ่งมั่น “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม
– การพัฒนาบริการหลังการขายสู่มาตรฐานระดับสูง เพื่อยกระดับคุณภาพควบคู่กับความสะดวกและรวดเร็ว ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลกว่า 451 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการ T-Connect แอปพลิเคชันสำหรับลูกค้าโตโยต้า ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการนัดหมายเช็คระยะ ตรวจสอบสถานะรถยนต์ และแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาและขยายศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ทางเลือกใหม่ ฟิกซ์ฟิต (FIXFIT)

ภายใต้การควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานโดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งเปิดให้บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้านอกระยะเวลารับประกันที่ต้องการความสะดวก คุ้มค่า และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ด้วยทีมช่างผู้ชำนาญและอะไหล่คุณภาพ โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการแล้ว 21 สาขา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายในการเปิดให้บริการมากกว่า40 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบริการหลังการขาย และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ผ่านการดำเนินกิจกรรมและขยายผลการดำเนินงานในโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่อง อาทิ

– การรณรงค์ด้านการขับขี่ปลอดภัยกับ “โครงการ โตโยต้า ถนนสีขาว” เพื่อสร้างสังคมคนขับรถดี โดยมุ่งเป้าลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของผู้ใช้รถใช้ถนน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุม ทุกวัย ตลอดจนการร่วมมือกับมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ และพันธมิตรอื่น ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการ TRUST (Thailand Road Users Safety through Technology) โดยมีแนวทางในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงระบบและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดการเสียชีวิต และการบาดเจ็บในกลุ่มผู้ใช้ถนนในประเทศไทย
– การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ “โครงการลดเปลี่ยนโลก และ “โครงการรถเปลี่ยนโลก”
– การดำเนินโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” โดยถ่ายทอดและแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนไทย ภายใต้แนวคิด “วิถีชุมชนพัฒน์… TSI Way”

– การดำเนินโครงการ “Toyota GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการให้ในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา และการศึกษา รวมถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ฟื้นฟูความเป็นอยู่ และส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน










